โรคหลอดเลือดสมองเฉียบพลัน หรือที่เรียกกันว่า CVA คือโรคที่มีความรุนแรงและเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน ส่งผลกระทบต่อระบบประสาทและการทำงานของร่างกายอย่างมีนัยสำคัญ หลายคนอาจสงสัยว่า CVA คือโรคอะไรกันแน่ และแตกต่างจาก Old CVA คืออย่างไร รวมถึงสาเหตุและวิธีการป้องกันที่ควรรู้ ในบทความนี้เราจะมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรคหลอดเลือดสมองเฉียบพลัน ตั้งแต่นิยามและประเภทของโรค สาเหตุที่ทำให้เกิดขึ้น ไปจนถึงสัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม นอกจากนี้ยังรวมถึงแนวทางการป้องกันที่อาจช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคนี้ ความรู้เหล่านี้จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกคนควรทราบ เพื่อการดูแลสุขภาพที่เหมาะสมและการตระหนักถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้
โรคหลอดเลือดสมองเฉียบพลัน หรือ CVA คือโรคอะไร

CVA คือโรคหลอดเลือดสมองที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน โดย CVA ย่อมาจาก Cerebrovascular Accident หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า “โรคหลอดเลือดสมอง” หรือ “โรคอัมพาต” ซึ่งเป็นภาวะที่สมองไม่ได้รับเลือดไปเลี้ยงอย่างเพียงพอ หรือมีเลือดออกในสมอง ทำให้เซลล์สมองเสียหายหรือตายอย่างรวดเร็วภายใน 4.5 ชั่วโมง แรก
โรคหลอดเลือดสมองเฉียบพลันแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่ ประเภทเลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ เกิดจากหลอดเลือดตีบหรือมีลิ่มเลือดไปอุดตัน และประเภทเลือดออกในสมอง เกิดจากหลอดเลือดในสมองแตก พบว่าผู้ป่วย CVA คือกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงจากโรคประจำตัว เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน และโรคหัวใจ
สำหรับ Old CVA คือภาวะที่ผู้ป่วยเคยเป็นโรค CVA มาแล้วในอดีต และมีอาการคงค้างจากการเป็นโรคครั้งนั้น เช่น อ่อนแรงครึ่งซีก พูดไม่ชัด หรือเดินลำบาก การรู้จัก Cerebrovascular Accident และอาการเตือนเป็นสิ่งสำคัญ เพราะการรักษาที่รวดเร็วจะช่วยลดความเสียหายของสมองและเพิ่มโอกาสในการฟื้นตัวได้อย่างมาก
CVA ย่อมาจากคำว่าอะไร
CVA ย่อมาจากคำภาษาอังกฤษว่า Cerebrovascular Accident ซึ่งแปลว่า “อุบัติเหตุหลอดเลือดสมอง” โดย Cerebro หมายถึงสมอง Vascular หมายถึงหลอดเลือด และ Accident หมายถึงอุบัติเหตุหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นฉับพลัน จึงมักเรียก CVA คือโรคที่เกิดจากปัญหาของหลอดเลือดในสมองที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน
นอกจาก Cerebrovascular Accident แล้ว ในทางการแพทย์ยังมีคำอื่น ๆ ที่ใช้เรียกโรคนี้ เช่น Stroke หรือ Brain Attack ซึ่งล้วนหมายถึงภาวะเดียวกัน คือการที่สมองไม่ได้รับเลือดไปเลี้ยงอย่างเพียงพอ หรือมีเลือดออกในสมอง การเข้าใจว่า CVA คืออะไรจะช่วยให้เราสามารถจดจำอาการเตือนและขอความช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที
ประเภทของโรคหลอดเลือดสมอง

CVA คือโรคที่แบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ตามสาเหตุที่ทำให้สมองไม่ได้รับเลือดไปเลี้ยงอย่างเพียงพอ จึงอยากให้ทุกคนเข้าใจความแตกต่างของแต่ละประเภท เพราะการรักษาและการปฐมพยาบาลจะแตกต่างกัน ประเภทแรกคือโรค CVA แบบขาดเลือด ซึ่งพบมากถึง 85% ของผู้ป่วยทั้งหมด
ประเภทของโรคหลอดเลือดสมองที่ควรรู้จักประกอบด้วย
- Ischemic Stroke หรือหลอดเลือดสมองตีบ เกิดจากหลอดเลือดอุดตันหรือตีบแคบ ทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ
- Hemorrhagic Stroke หรือเลือดออกในสมอง เกิดจากหลอดเลือดในสมองแตก มักพบในผู้ที่มีความดันโลหิตสูง
- TIA หรือหลอดเลือดสมองขาดเลือดชั่วคราว อาการคล้าย Stroke แต่จะหายเองภายใน 24 ชั่วโมง
การเข้าใจประเภทของโรคหลอดเลือดสมองเฉียบพลันจะช่วยให้เราสามารถสังเกตอาการและขอความช่วยเหลือได้อย่างเหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแยกแยะระหว่างอาการจริงกับอาการชั่วคราว ซึ่งจะส่งผลต่อการตัดสินใจรักษาอย่างมาก
ความแตกต่างระหว่าง Stroke และ CVA
ในความเป็นจริงแล้ว Stroke และ CVA คือโรคเดียวกัน แต่เป็นเพียงคำเรียกที่แตกต่างกันเท่านั้น โดย Stroke เป็นคำที่ใช้กันแพร่หลายมากกว่า ส่วน CVA คือโรคที่เป็นศัพท์ทางการแพทย์อย่างเป็นทางการ ซึ่งมักใช้คำว่า Stroke ในการสื่อสารกับผู้ป่วยและญาติ เพราะเข้าใจง่ายกว่า
ปัจจุบันแพทย์นิยมใช้คำว่า Stroke มากกว่า Cerebrovascular Accident เพราะคำว่า Accident อาจทำให้เข้าใจผิดว่าเป็นเหตุบังเอิญ ในขณะที่ โรค CVA มักเกิดจากปัจจัยเสี่ยงที่สะสมมานาน เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน หรือการสูบบุหรี่ ไม่ว่าจะเรียกด้วยชื่อใด สิ่งสำคัญคือการจดจำอาการเตือนและขอความช่วยเหลือทันท่วงที
Old CVA คือโรคอะไร แตกต่างกับ CVA อย่างไร
Old CVA คือภาวะที่ผู้ป่วยเคยเป็นโรคหลอดเลือดสมองมาแล้วในอดีต และปัจจุบันยังมีอาการคงค้างจากการเป็นโรคครั้งนั้น ซึ่งแตกต่างจาก CVA คือโรคที่เกิดขึ้นใหม่หรือกำลังเกิดขึ้นในขณะนั้น มีการพบว่าผู้ป่วยโรค Old CVA คือกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิด CVA ซ้ำอีกครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าไม่ได้รับการดูแลที่เหมาะสม
ความแตกต่างที่สำคัญระหว่าง CVA และ Old CVA คือระยะเวลาและลักษณะอาการ โดยผู้ป่วย CVA จะมีอาการเฉียบพลันที่เกิดขึ้นใหม่ ต้องการการรักษาแบบฉุกเฉิน ส่วนผู้ป่วย Old CVA คือผู้ที่มีอาการคงค้างจากเหตุการณ์ที่ผ่านมาแล้ว เช่น อ่อนแรงครึ่งซีก พูดไม่ชัด หรือเดินเซ ซึ่งต้องการการฟื้นฟูสมรรถภาพแบบต่อเนื่อง
สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือผู้ที่เคยเป็น CVA โรคจะมีโอกาสเกิดซ้ำสูงกว่าคนปกติถึง 5 เท่า ดังนั้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและการดูแลตนเองอย่างเหมาะสมจึงเป็นสิ่งสำคัญมากในการป้องกันไม่ให้เกิดโรคซ้ำอีกครั้ง การทำกายภาพบำบัดและการควบคุมโรคประจำตัวจะช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มคุณภาพชีวิตได้อย่างมาก
ความหมายของ Old CVA
Old CVA คือศัพท์ทางการแพทย์ที่ใช้เรียกผู้ป่วยที่เคยเป็นโรคหลอดเลือดสมองมาแล้วในอดีต และปัจจุบันมีอาการคงค้างจากการเป็นโรคครั้งนั้น คำว่า “Old” ในที่นี้หมายถึงเก่า หรือผ่านมาแล้ว ไม่ได้หมายถึงอายุของผู้ป่วย ซึ่งมักพบว่าผู้ป่วยหลายคนเข้าใจผิดคิดว่าโรค Old CVA คือโรคที่เกิดในผู้สูงอายุเท่านั้น
ในทางการแพทย์ Old CVA คือภาวะที่แสดงให้เห็นว่าผู้ป่วยเคยผ่านเหตุการณ์ CVA คือโรคที่ร้ายแรงมาแล้ว และอาจมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรคซ้ำอีกครั้ง การรู้ประวัติ Old CVA จึงเป็นข้อมูลสำคัญที่จะช่วยแพทย์วางแผนการรักษาและป้องกันการเกิดโรคซ้ำได้อย่างเหมาะสม รวมถึงการประเมินความจำเป็นในการทำกายภาพบำบัดเพื่อฟื้นฟูสมรรถภาพที่เหลืออยู่
ผลกระทบระยะยาวของ Old CVA
ผู้ป่วย Old CVA คือกลุ่มที่มักต้องเผชิญกับปัญหาสุขภาพต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง แม้จะผ่านพ้นช่วงวิกฤติมาแล้วก็ตาม พบว่าการดูแลระยะยาวมีความสำคัญไม่แพ้การรักษาในช่วงแรก เพราะ CVA คือโรคที่สามารถส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยและครอบครัวเป็นระยะเวลานาน
ผลกระทบระยะยาวที่พบบ่อยในผู้ป่วยโรค Old CVA คือปัญหาด้านการเคลื่อนไหว เช่น อ่อนแรงครึ่งซีก เดินเซ หรือปัญหาการทรงตัว ซึ่งอาจทำให้ล้มได้ง่าย นอกจากนี้ยังอาจมีปัญหาการพูดไม่ชัด การกลืนลำบาก หรือแม้แต่ปัญหาทางอารมณ์ เช่น ซึมเศร้าจากการที่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้เหมือนเดิม การฟื้นฟูด้วยกายภาพบำบัดและกิจกรรมบำบัดจึงมีความสำคัญอย่างมากในการช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
โรคหลอดเลือดสมองเฉียบพลัน หรือ CVA เกิดจากอะไร

โรคหลอดเลือดสมองเฉียบพลันหรือ CVA คือโรคที่เกิดขึ้นเมื่อสมองไม่ได้รับเลือดไปเลี้ยงอย่างเพียงพอ ทำให้เซลล์สมองตายหรือทำงานผิดปกติ พบว่าหลายคนยังไม่เข้าใจสาเหตุที่แท้จริงของ CVA โรคนี้ ซึ่งอันที่จริงแล้วมีสาเหตุได้หลายแบบ โดยสาเหตุหลักแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่
สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดโรค CVA ประกอบด้วยกลุ่มสาเหตุที่สำคัญ ดังนี้
- หลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน เกิดจากลิ่มเลือดหรือไขมันไปติดขัด ทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองไม่ได้
- หลอดเลือดในสมองแตก มักพบในผู้ที่มีความดันโลหิตสูงไม่ควบคุม หรือหลอดเลือดบาง
- ปัจจัยเสี่ยงระยะยาว เช่น เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง การสูบบุหรี่ หรือโรคหัวใจ
สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ CVA คือโรคที่สามารถเกิดขึ้นได้อย่างฉับพลัน แม้แต่ในคนที่ดูแลตัวเองดี แต่มีปัจจัยเสี่ยงสะสมอยู่ การเข้าใจสาเหตุเหล่านี้จะช่วยให้เราป้องกันและดูแลตัวเองได้อย่างเหมาะสม โดยเฉพาะการควบคุมความดันโลหิต ระดับน้ำตาล และการออกกำลังกายสม่ำเสมอ
สาเหตุจากลิ่มเลือด
ลิ่มเลือดเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิด CVA คือโรคที่พบบ่อยที่สุด คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 80% ของผู้ป่วยทั้งหมด ลิ่มเลือดที่เกิดขึ้นจะไปอุดตันหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมอง ทำให้เลือดไม่สามารถไปหล่อเลี้ยงเซลล์สมองได้ ซึ่งมักเจอผู้ป่วยที่เข้าใจผิดคิดว่าลิ่มเลือดจะเกิดขึ้นเฉพาะในผู้สูงอายุเท่านั้น
ลิ่มเลือดที่ทำให้เกิดโรค CVA สามารถเกิดขึ้นได้ 2 แบบ คือ ลิ่มเลือดที่เกิดขึ้นในหลอดเลือดสมองโดยตรง หรือลิ่มเลือดที่เกิดขึ้นในส่วนอื่นของร่างกาย เช่น หัวใจ แล้วไปติดขัดที่หลอดเลือดสมอง ปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือดได้แก่ ไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง เบาหวาน การสูบบุหรี่ และโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ
สาเหตุจากเลือดออกในสมอง
เลือดออกในสมองเป็นอีกสาเหตุหนึ่งของ CVA คือโรคที่มีความร้ายแรงสูง แม้จะพบน้อยกว่าแบบลิ่มเลือดแต่มักมีอาการรุนแรงและอันตรายมากกว่า เกิดจากหลอดเลือดในสมองแตกหรือรั่ว ทำให้เลือดไหลออกไปกดทับเนื้อสมอง ผู้ป่วยกลุ่มนี้จำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน
สาเหตุหลักที่ทำให้เลือดออกในสมองมักเกิดจากความดันโลหิตสูงที่ไม่ได้รับการควบคุมเป็นเวลานาน หรือหลอดเลือดที่อ่อนแอผิดปกติตั้งแต่กำเนิด การรักษาโรค CVA จากเลือดออกนี้จะแตกต่างจากแบบลิ่มเลือด และผู้ป่วยมักต้องการการฟื้นฟูที่เข้มข้นมากกว่า เพื่อเรียกความสามารถที่สูญเสียไปกลับมา
สัญญาณเตือน CVA

การรู้จักสัญญาณเตือน CVA เป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะ CVA คือโรคที่ต้องการการรักษาด่วนที่สุด การเสียเวลาอาจส่งผลต่อความสามารถในการฟื้นตัวของผู้ป่วยได้ แนะนำให้จำหลัก “BE FAST” ซึ่งเป็นวิธีง่าย ๆ ในการสังเกตอาการผิดปกติที่อาจเป็นโรค CVA
สัญญาณเตือนสำคัญที่ต้องระวังและต้องรีบพาส่งโรงพยาบาลทันที ประกอบด้วยอาการต่อไปนี้
- Balance – การทรงตัวผิดปกติ เวียนหัว หรือเดินเซ
- Eyes – มองเห็นผิดปกติ เห็นภาพซ้อน หรือมองไม่เห็น
- Face – ใบหน้าเบี้ยว มุมปากตก ยิ้มไม่ได้
- Arms – แขนขาข้างใดข้างหนึ่งอ่อนแรง ยกไม่ขึ้น
- Speech – พูดไม่ชัด หรือไม่เข้าใจคำพูด
- Time – เวลาเป็นสิ่งสำคัญ หากพบอาการเหล่านี้ ต้องรีบไปโรงพยาบาลทันที
อย่ารอดูอาการ หากสงสัยว่าเป็น Stroke ให้ถือเป็นเหตุฉุกเฉินและรีบไปโรงพยาบาลทันทีภายใน 4.5 ชั่วโมงแรก เพราะเป็นช่วงเวลาทองคำในการรักษา หลังจากนั้นผลการรักษาและโอกาสฟื้นตัวอาจลดลงอย่างมาก การสังเกตและตัดสินใจอย่างรวดเร็วจะช่วยให้ผู้ป่วยมีโอกาสกลับมาใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงเดิม
วิธีป้องกันโรคหลอดเลือดสมองเฉียบพลัน (CVA)

การป้องกัน CVA คือโรคเป็นสิ่งที่ทำได้จริงและมีประสิทธิภาพมากกว่าการรักษา แนะนำให้เริ่มดูแลตัวเองตั้งแต่วันนี้ เพราะโรคหลอดเลือดสมองเฉียบพลันสามารถป้องกันได้ถึง 80% หากปฏิบัติตามแนวทางที่เหมาะสม การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเล็ก ๆ น้อย ๆ ในชีวิตประจำวัน สามารถลดความเสี่ยงได้อย่างมีนัยสำคัญ
แนวทางหลักในการป้องกัน CVA โรคที่ควรปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง ประกอบด้วยวิธีการต่อไปนี้
- ควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ตรวจสม่ำเสมอและรับประทานยาตามแพทย์สั่ง
- ดูแลระดับน้ำตาลในเลือด และไขมันในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม
- ออกกำลังกายอย่างน้อย 30 นาที วันละ 5 วัน เช่น เดิน ว่ายน้ำ หรือปั่นจักรยาน
- เลิกสูบบุหรี่และหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป
- ลดน้ำหนักหากมีน้ำหนักเกิน และรับประทานอาหารที่มีเกลือน้อย ผักผลไม้มาก
สิ่งสำคัญคือการตรวจสุขภาพประจำปี เพื่อเฝ้าระวังปัจจัยเสี่ยง และหากมีประวัติโรค CVA ในครอบครัว ควรให้ความสำคัญกับการป้องกันมากขึ้น การดูแลตัวเองอย่างสม่ำเสมอจะช่วยลดโอกาสเกิดโรคนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังช่วยส่งเสริมสุขภาพโดยรวมของร่างกายอีกด้วย
สรุป
CVA คือโรคหลอดเลือดสมองที่ต้องการการดูแลอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการป้องกัน การรักษา หรือการฟื้นฟูหลังการเป็นโรค การเข้าใจเกี่ยวกับโรคหลอดเลือดสมองเฉียบพลันและสัญญาณเตือนจะช่วยให้เราดูแลตัวเองและคนที่เรารักได้ดีขึ้น สำหรับผู้ที่เป็นหรือเคยเป็น CVA คือผู้ที่ต้องการการฟื้นฟูที่เหมาะสม
ศูนย์ฟื้นฟูผู้ป่วยหลอดเลือดสมอง WALK WELL พร้อมช่วยดูแลผู้ป่วย CVA ด้วยทีมอายุรแพทย์ระบบประสาทและแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู โปรแกรมกายภาพบำบัดที่ปรับได้ตามแต่ละบุคคล พร้อมติดตามผลอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพที่ดีที่สุด
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ CVA คือโรคอะไร
CVA กับ Stroke และ TIA ต่างกันอย่างไร
CVA ย่อมาจาก Cerebrovascular Accident และ Stroke หมายถึงสิ่งเดียวกัน คือ โรคหลอดเลือดสมองเฉียบพลัน ส่วน TIA (Transient Ischemic Attack) เป็นอาการขาดเลือดชั่วคราว ซึ่งอาการจะหายไปเองภายใน 24 ชั่วโมง โดยไม่ทำลายเนื้อเยื่อสมองถาวร
CVA ย่อมาจาก Cerebrovascular Accident และ Stroke หมายถึงสิ่งเดียวกัน คือ โรคหลอดเลือดสมองเฉียบพลัน ส่วน TIA (Transient Ischemic Attack) เป็นอาการขาดเลือดชั่วคราว ซึ่งอาการจะหายไปเองภายใน 24 ชั่วโมง โดยไม่ทำลายเนื้อเยื่อสมองถาวร
คนที่เคยเป็น CVA แล้ว มีโอกาสกลับมาใช้ชีวิตใกล้เคียงเดิมได้ไหม
ผู้ป่วย Old CVA สามารถฟื้นฟูและใช้ชีวิตใกล้เคียงเดิมได้ หากได้รับการรักษาและฟื้นฟูที่เหมาะสม การฟื้นฟูด้วยกายภาพบำบัดและการออกกำลังกายสม่ำเสมอ จะช่วยให้การทำงานของร่างกายดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ณ ศูนย์ฟื้นฟู WALK WELL มีโปรแกรมที่ปรับให้เหมาะกับแต่ละบุคคล
ผู้ป่วย Old CVA สามารถฟื้นฟูและใช้ชีวิตใกล้เคียงเดิมได้ หากได้รับการรักษาและฟื้นฟูที่เหมาะสม การฟื้นฟูด้วยกายภาพบำบัดและการออกกำลังกายสม่ำเสมอ จะช่วยให้การทำงานของร่างกายดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ณ ศูนย์ฟื้นฟู WALK WELL มีโปรแกรมที่ปรับให้เหมาะกับแต่ละบุคคล
โรค CVA เกิดจากอะไรบ้าง
โรค CVA เกิดจากการที่หลอดเลือดสมองอุดตัน (Ischemic Stroke) หรือหลอดเลือดสมองแตกหรือรั่ว (Hemorrhagic Stroke) สาเหตุหลักมาจากความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง โรคหัวใจ การสูบบุหรี่ หรือการขาดออกกำลังกาย
โรค CVA เกิดจากการที่หลอดเลือดสมองอุดตัน (Ischemic Stroke) หรือหลอดเลือดสมองแตกหรือรั่ว (Hemorrhagic Stroke) สาเหตุหลักมาจากความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง โรคหัวใจ การสูบบุหรี่ หรือการขาดออกกำลังกาย
ผู้ที่เคย CVA มาก่อน เสี่ยง Stroke ซ้ำมากน้อยแค่ไหน
ผู้ป่วยที่เคยเป็นโรค Old CVA มีความเสี่ยงเป็น Stroke ซ้ำสูงกว่าคนทั่วไป โดยเฉพาะในช่วง 1-2 ปีแรก การควบคุมปัจจัยเสี่ยง การทานยาสม่ำเสมอ และการฟื้นฟูอย่างต่อเนื่องจะช่วยลดความเสี่ยงนี้ได้อย่างมีนัยสำคัญ
ผู้ป่วยที่เคยเป็นโรค Old CVA มีความเสี่ยงเป็น Stroke ซ้ำสูงกว่าคนทั่วไป โดยเฉพาะในช่วง 1-2 ปีแรก การควบคุมปัจจัยเสี่ยง การทานยาสม่ำเสมอ และการฟื้นฟูอย่างต่อเนื่องจะช่วยลดความเสี่ยงนี้ได้อย่างมีนัยสำคัญ