ADD ANYTHING HERE OR JUST REMOVE IT…

Stroke คือโรคหลอดเลือดสมอง อาการ สาเหตุ และการป้องกัน

Share On: Facebook Line
Stroke คืออะไร ทำไมถึงอันตรายขนาดนี้! ทำความรู้จักกัน
Table of Contents

โรคหลอดเลือดสมอง หรือที่เรียกกันว่า Stroke คือ ภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่เกิดขึ้นเมื่อการไหลเวียนของเลือดไปเลี้ยงสมองถูกขัดขวาง ทำให้เซลล์สมองไม่ได้รับออกซิเจนและสารอาหารที่จำเป็น ส่งผลให้เซลล์สมองเสียหายหรือตายในเวลาเพียงไม่กี่นาที การรู้จักและเข้าใจเกี่ยวกับ โรคสโตรก จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกคนควรมีความรู้เพื่อการป้องกันและการรับมือที่เหมาะสม ในบทความนี้ เราจะมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรคหลอดเลือดสมองอย่างครอบคลุม ตั้งแต่การรู้จักว่า Stroke คืออะไร ประเภทของโรคหลอดเลือดสมองที่แบ่งออกเป็นหลอดเลือดสมองอุดตันและหลอดเลือดสมองแตก ลักษณะอาการที่ควรสังเกต สาเหตุของการเกิดโรค รวมไปถึงสัญญาณเตือนภัยที่ไม่ควรมองข้าม วิธีการป้องกันที่มีประสิทธิภาพ และกระบวนการตรวจวินิจฉัยที่แพทย์ใช้ในการประเมินผู้ป่วย ความรู้เหล่านี้จะช่วยให้เราสามารถดูแลสุขภาพได้อย่างเหมาะสมและรู้จักเฝ้าระวังปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ที่อาจนำไปสู่การเกิดโรคหลอดเลือดสมองในอนาคต

โรคหลอดเลือดสมอง Stroke คืออะไร

Stroke คือ ภาวะที่เลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอหรือหยุดไป ทำให้เซลล์สมองขาดออกซิเจนและตายลงอย่างรวดเร็ว โรคนี้เกิดจากปัญหาที่ หลอดเลือดในสมอง ไม่ว่าจะเป็นการตีบตัน การแตก หรือการอุดตัน เมื่อเกิดขึ้นแล้วจะส่งผลต่อการทำงานของสมองในพื้นที่นั้นๆ ทันที ทำให้ผู้ป่วยมีอาการต่างๆ เช่น อ่อนแรงข้างเดียว พูดไม่ชัด หรือเดินไม่ได้ ความสำคัญของ โรคสโตรก อยู่ที่การรักษาต้องเร่งด่วน เพราะ ทุก 1 นาที ที่ล่าช้า เซลล์สมองจะตายไปประมาณ 1.9 ล้านเซลล์ การได้รับการรักษาภายใน 4.5 ชั่วโมงแรกจึงเป็นกุญแจสำคัญในการช่วยชีวิต

ความแตกต่างระหว่าง Stroke กับ CVA

หลายคนสงสัยว่า Stroke คือ อะไร และแตกต่างจาก CVA อย่างไร จริงๆ แล้วทั้งสองคำนี้หมายถึงสิ่งเดียวกัน คือ โรคหลอดเลือดสมอง เพียงแต่เป็นคำที่ใช้ในบริบทต่างกัน Stroke เป็นคำที่นิยมใช้ในปัจจุบันและเข้าใจง่ายกว่า CVA ย่อมาจาก Cerebrovascular Accident เป็นศัพท์แพทย์แบบเก่าที่เน้นว่าเป็น “อุบัติเหตุ” ของหลอดเลือดสมอง ขณะที่ Stroke เป็นคำที่ใช้กันทั่วโลก เพราะสื่อความหมายได้ชัดเจนกว่าว่าเป็นการ “โดน” หรือ “กระทบ” อย่างรุนแรงของสมอง

ในการรักษาและการดูแลผู้ป่วย ทีมแพทย์มักใช้คำว่า Stroke มากกว่า เพราะเป็นมาตรฐานสากลและผู้ป่วยเข้าใจได้ง่าย ไม่ว่าจะเรียกชื่อไหน สิ่งสำคัญคือการรับรู้อาการและรีบมาพบแพทย์ทันที

ประเภทของโรคหลอดเลือดสมองที่พบบ่อย

เมื่อพูดถึง Stroke คือ อะไร จะต้องทำความเข้าใจก่อนว่าโรคนี้แบ่งออกเป็นสองประเภทหลัก ตามสาเหตุที่เกิดขึ้น แต่ละประเภทมีอาการและการรักษาที่แตกต่างกัน การรู้จักแยกแยะจะช่วยให้เราเข้าใจถึงความรุนแรงและแนวทางการดูแลได้ดียิ่งขึ้น

ทีมแพทย์จัดแบ่งประเภทของ โรคสโตรก ออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ตามลักษณะการเกิด โดยประเภทแรกพบบ่อยกว่าถึง 85% ของผู้ป่วยทั้งหมด ส่วนอีกประเภทหนึ่งแม้จะพบน้อยกว่า แต่อันตรายกว่าและต้องได้รับการรักษาเร่งด่วนมากกว่า

ประเภทของโรคหลอดเลือดสมองที่พบในคลินิกแบ่งออกเป็น

  • Ischemic Stroke หลอดเลือดสมองตีบ – เกิดจากลิ่มเลือดอุดตันหลอดเลือด พบ 80-85%
  • Hemorrhagic Stroke หลอดเลือดสมองแตก – เกิดจากเลือดออกในสมอง พบ 15-20%
  • TIA หรือ Mini Stroke – อาการชั่วคราวแต่เป็นสัญญาณเตือนสำคัญ

สาเหตุของการเกิด Stroke

เมื่อพูดถึง โรคหลอดเลือดสมอง สาเหตุ นั้นมีหลายปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดขึ้น โดยสาเหตุหลักแบ่งออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ คือการอุดตันของหลอดเลือด และการแตกของหลอดเลือด

Stroke คือ ผลลัพธ์จากการที่สมองไม่ได้รับเลือดและออกซิเจนเพียงพอ ไม่ว่าจะเกิดจากสาเหตุใดก็ตาม ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับเซลล์สมองมักจะเป็นถาวร หากไม่ได้รับการรักษาทันท่วงที สิ่งสำคัญคือการเข้าใจปัจจัยเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดขึ้น

สาเหตุหลักที่ทำให้เกิด สโตรก คือ สิ่งต่างๆ เหล่านี้

  • ลิ่มเลือดอุดตัน – มาจากหัวใจหรือหลอดเลือดส่วนอื่นไปติดที่สมอง
  • หลอดเลือดแข็งตัวและตีบ – จากการสะสมของคอเลสเตอรอล
  • หลอดเลือดแตก – เกิดจากความดันสูงหรือหลอดเลือดอ่อนแอ
  • ความผิดปกติของการแข็งตัวของเลือด – ทำให้เลือดแข็งตัวหรือไหลไม่ดี

สัญญาณเตือนของหลอดเลือดสมอง

การรู้จักสัญญาณเตือนของ อาการหลอดเลือดสมอง สามารถช่วยชีวิตได้จริง ทีมแพทย์แนะนำให้จำคำว่า “BE FAST” ซึ่งเป็นวิธีง่ายๆ ในการจดจำอาการสำคัญ หากพบอาการใดอาการหนึ่งเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน ให้รีบโทรเรียกรถพยาบาลทันที เพราะทุกนาทีมีความสำคัญ

Stroke คือ เหตุฉุกเฉินทางการแพทย์ที่ต้องได้รับการรักษาใน 4.5 ชั่วโมงแรก เพื่อให้ผลการรักษาดีที่สุด สัญญาณเตือนสำคัญที่ต้องระวังตามหลัก BE FAST มีดังนี้

  • B (Balance) – เดินเซ หกล้ม ทรงตัวไม่ได้
  • E (Eyes) – ตาพร่ามัว เห็นภาพซ้อน หรือมองไม่เห็นช่วงเวลาสั้นๆ
  • F (Face) – ใบหน้าเบี้ยว มุมปากตก ยิ้มไม่ได้ตรง
  • A (Arms) – แขนขาอ่อนแรงข้างเดียว ยกแขนไม่ขึ้น
  • S (Speech) – พูดไม่ชัด พูดลำบาก หรือเข้าใจคำพูดไม่ได้
  • T (Time) – เวลามีความสำคัญ รีบโทรหาความช่วยเหลือทันที

วิธีการป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง

การป้องกันไม่ให้ เป็นสโตรก เป็นเรื่องที่ทำได้จริงหากเราดูแลสุขภาพอย่างเหมาะสม ทีมแพทย์เน้นย้ำว่าการป้องกันดีกว่าการรักษา เพราะการป้องกันสามารถลดความเสี่ยงได้มากถึง 80% หากปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง

Stroke คือ โรคที่สามารถป้องกันได้ด้วยการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตและการดูแลโรคประจำตัว การทำให้เป็นนิสัยและรักษาให้สม่ำเสมอจะช่วยให้คุณมีชีวิตที่ดีและยืนยาวขึ้น

แนวทางการป้องกันที่มีประสิทธิภาพสูงสุดประกอบด้วย

  • ควบคุมความดันโลหิต – ตรวจและรักษาให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ – อย่างน้อย 30 นาที 3-5 วันต่อสัปดาห์
  • รับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ – ลดเค็ม เพิ่มผัก ผลไม้
  • หยุดสูบบุหรี่ – เลิกทันทีเพื่อลดความเสี่ยงอย่างรวดเร็ว
  • ตรวจสุขภาพประจำปี – ตรวจไขมัน น้ำตาล และหัวใจ

การตรวจวินิจฉัยโรคหลอดเลือดสมอง

เมื่อมีสัญญาณเตือนของ โรคสโตรก แพทย์จะต้องตรวจวินิจฉัยอย่างรวดเร็วเพื่อให้การรักษาทันท่วงที ทีมแพทย์มักใช้เวลาเพียง 15-30 นาที ในการประเมินเบื้องต้น ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญที่จะกำหนดทิศทางการรักษาต่อไป

การวินิจฉัยว่า Stroke คือ โรคประเภทใดและรุนแรงเพียงใด ต้องอาศัยการตรวจทั้งทางคลินิกและการถ่ายภาพทางการแพทย์ แพทย์จะตรวจดูอาการทางระบบประสาท ประเมินระดับความรู้สึกตัว และตรวจสอบหน้าที่ของสมองในด้านต่างๆ

ขั้นตอนการตรวจวินิจฉัยที่สำคัญประกอบด้วย CT Scan หรือ MRI เพื่อดูภาพสมองอย่างชัดเจน การตรวจเลือดเพื่อหาสาเหตุและประเมินความเสี่ยง การตรวจคลื่นหัวใจ และการประเมินหลอดเลือดด้วยเครื่อง Ultrasound หากจำเป็น การตรวจแต่ละอย่างจะให้ข้อมูลที่ช่วยแพทย์วางแผนการรักษาที่เหมาะสมที่สุด

สรุป Stroke คืออะไร?

Stroke คือ ภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่เกิดจากการที่สมองไม่ได้รับเลือดเลี้ยงอย่างเพียงพอ ทำให้เซลล์สมองตายอย่างรวดเร็ว การรู้จัก อาการสโตรก คือ สิ่งสำคัญที่ช่วยชีวิตได้ เช่น ใบหน้าเบี้ยว แขนขาอ่อนแรงข้างเดียว และพูดไม่ชัด การได้รับการรักษาภายใน 4.5 ชั่วโมงแรกจะให้ผลดีที่สุด

หลังจากผ่านพ้นภาวะเฉียบพลันแล้ว การฟื้นฟูสมรรถภาพอย่างถูกต้องเป็นกุญแจสำคัญในการช่วยให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ  ที่ WALK WELL ศูนย์ฟื้นฟูผู้ป่วยหลอดเลือดสมอง พร้อมด้วยโปรแกรมกายภาพบำบัดที่ปรับตามความต้องการของแต่ละบุคคล สามารถติดต่อเราได้ที่นี่ เพื่อรับการประเมินและวางแผนการฟื้นฟูที่เหมาะสมที่สุด

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Stroke คือ

ถ้าเป็นสโตรกครั้งแรกแล้ว มีโอกาสเป็นซ้ำอีกไหม

ผู้ที่เป็น Stroke มาแล้วครั้งหนึ่ง มีโอกาสเป็นซ้ำสูงกว่าคนทั่วไปประมาณ 4-10 เท่า โดยเฉพาะในช่วง 2-3 ปีแรกหลังจากหายจากโรคครั้งแรก การดูแลตนเองอย่างเหมาะสม เช่น ควบคุมระดับน้ำตาล ความดันโลหิต และรับประทานยาตามแพทย์สั่ง จะช่วยลดความเสี่ยงได้อย่างมาก

Stroke แตกต่างจากโรคหลอดเลือดสมองยังไง

Stroke คือ คำศัพท์ภาษาอังกฤษที่แปลว่า โรคหลอดเลือดสมอง เป็นคำเดียวกัน ในทางการแพทย์มักเรียกว่า CVA (Cerebrovascular Accident) หมายถึงภาวะที่เลือดไปเลี้ยงสมองได้ไม่เพียงพอ ไม่ว่าจะเป็นจากหลอดเลือดตีบตัน หรือหลอดเลือดแตก

ใครบ้างคือกลุ่มเสี่ยงสโตรก

กลุ่มเสี่ยงหลักได้แก่ ผู้ที่มีอายุมากกว่า 55 ปี ผู้ป่วยเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ และผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็น โรคสโตรก (Stroke) นอกจากนี้ผู้ที่สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ น้ำหนักเกิน และขาดการออกกำลังกาย ก็มีความเสี่ยงสูงขึ้นเช่นกัน

โรคหลอดเลือดสมอง สาเหตุหลัก ๆ มาจากอะไรบ้าง

สาเหตุหลักของโรคหลอดเลือดสมองแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ หลอดเลือดตีบตัน (ischemic Stroke) ซึ่งเกิดจากลิ่มเลือดหรือหินปูนอุดตันในหลอดเลือด และหลอดเลือดแตก (hemorrhagic Stroke) จากความดันโลหิตสูง หลอดเลือดผิดปกติ หรือการบาดเจ็บ โดยทั้งสองสาเหตุนี้ทำให้เซลล์สมองขาดเลือดและออกซิเจน

ถ้าเป็นสโตรกแล้ว มีโอกาสกลับมาเดินหรือใช้ชีวิตได้เหมือนเดิมไหม

การฟื้นฟูหลัง เป็นสโตรก ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ความรุนแรงของอาการ อายุ และความรวดเร็วในการได้รับการรักษา หากได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพที่เหมาะสมและต่อเนื่อง ผู้ป่วยหลายรายสามารถเดินและใช้ชีวิตประจำวันได้ใกล้เคียงเดิม แม้จะไม่หายขาดเหมือนเดิมทุกคน

บทความนี้ถูกตรวจทานโดย

หมอขวัญ นพ.ขวัญ ศรีศิลป

ว.51094
MD., Physical Medicine & Rehabilitation (PM&R / Physiatrist)