ADD ANYTHING HERE OR JUST REMOVE IT…

เส้นเลือดในสมองตีบ สาเหตุแต่ละประเภท อาการเตือน วิธีรักษา

Share On: Facebook Line
เส้นเลือดในสมองตีบ คืออะไร อาการเป็นอย่างไร วิธีเช็กและสัญญาณเตือน
Table of Contents

เส้นเลือดในสมองตีบเป็นภาวะที่พบได้บ่อยและอาจส่งผลกระทบร้ายแรงต่อสุขภาพของผู้ป่วย หลายคนอาจสงสัยว่าโรคเส้นเลือดในสมองตีบเกิดขึ้นได้อย่างไร มีสาเหตุจากอะไร และสามารถป้องกันหรือรักษาได้หรือไม่ ในบทความนี้เราจะมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับ หลอดเลือดสมองตีบ อย่างครบถ้วน ตั้งแต่นิยาม สาเหตุ ปัจจัยเสี่ยงที่อาจนำไปสู่ภาวะเส้นเลือดในสมองตีบ รวมถึงสัญญาณเตือนที่ควรระวัง นอกจากนี้เรายังจะพูดถึงแนวทางการรักษาที่หลากหลาย ตลอดจนวิธีป้องกันไม่ให้อาการกลับมาเป็นซ้ำ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้คุณมีความรู้ความเข้าใจมากขึ้น และสามารถดูแลสุขภาพตนเองและคนในครอบครัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เส้นเลือดในสมองตีบ (Ischemic Stroke) คืออะไร

เส้นเลือดในสมองตีบ หรือที่แพทย์เรียกว่า Ischemic Stroke เกิดจากการอุดตันของหลอดเลือดที่นำเลือดไปเลี้ยงสมอง ทำให้สมองขาดเลือดและออกซิเจน ความร้ายแรงของอาการจะขึ้นอยู่กับตำแหน่งและขนาดของสมองที่ได้รับผลกระทบ หากได้รับการรักษาภายใน 4.5 ชั่วโมง แรกหลังเกิดอาการ โอกาสในการฟื้นตัวจะสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้การจดจำสัญญาณเตือนแบบ BE FAST มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้ป่วยและครอบครัว

ความแตกต่างระหว่างเส้นเลือดในสมองตีบกับหลอดเลือดในสมองแตก

เส้นเลือดในสมองตีบ และหลอดเลือดในสมองแตกเป็นสองประเภทหลักของโรคสโตรกที่มีสาเหตุและวิธีการรักษาที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน โรคเส้นเลือดตีบเกิดจากการอุดตันของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมอง ในขณะที่หลอดเลือดแตกเกิดจากการปริแตกของผนังหลอดเลือด

ความแตกต่างสำคัญระหว่างทั้งสองประเภทมีดังนี้

  • หลอดเลือดสมองตีบ เกิดจากลิ่มเลือดหรือคราบไขมันอุดตัน ส่วนหลอดเลือดแตกเกิดจากผนังหลอดเลือดแข็งหรือแตก
  • วิธีการรักษาตรงกันข้าม เส้นเลือดในสมองตีบใช้ยาละลายลิ่มเลือด แต่เส้นเลือดในสมองแตกต้องหยุดการเลือดออกโดยการผ่าตัด

การแยกแยะทั้งสองประเภทนี้ทำได้ด้วยการตรวจ CT Scan สมอง ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้การมาโรงพยาบาลอย่างรวดเร็วเมื่อพบสัญญาณเตือน BE FAST มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้แพทย์สามารถวินิจฉัยและเลือกแผนการรักษาที่เหมาะสมได้อย่างถูกต้อง

โรคเส้นเลือดในสมองตีบ เกิดจากอะไร

สาเหตุเส้นเลือดในสมองตีบ หลักๆ มาจากการอุดตันของหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงสมอง ซึ่งเกิดขึ้นได้ 2 แบบ คือ ลิ่มเลือดที่เกิดขึ้นในหลอดเลือดหัวใจแล้วไปติดที่สมอง หรือ คราบไขมันและแคลเซียมที่สะสมในผนังหลอดเลือดจนทำให้หลอดเลือดตีบแคบลงจนเลือดไหลผ่านไม่ได้

สาเหตุเส้นเลือดในสมองตีบ สาเหตุ ที่พบบ่อยสามารถแบ่งออกเป็นปัจจัยเสี่ยงหลักได้ดังนี้

  • เกิดจากการที่หลอดเลือดฝอยเสื่อมสภาพ
  • มักสัมพันธ์กับภาวะความดันโลหิตสูงที่เป็นมายาวนาน
  • ลิ่มเลือดจากหัวใจลอยมาอุดหลอดเลือดในสมอง
  • เกิดจากหัวใจเต้นผิดจังหวะแบบสั่นพริ้ว (Atrial Fibrillation) ทำให้เกิดลิ่มเลือดในหัวใจ ซึ่ง สามารถหลุดลอยมาอุดหลอดเลือดในสมองได้ เนื่องจากหลอดเลือดสมองเชื่อมต่อกับหลอด เลือดแดงใหญ่จากหัวใจโดยตรง
  • หลอดเลือดอักเสบจากภูมิคุ้มกันหรือติดเชื้อ, น้ำเลือดข้นจากเกล็ดเลือดที่สูงเกินไป อย่างไรก็ตาม สาเหตุอื่นๆนี้ไม่ใช่สาเหตุที่พบได้บ่อย

ที่น่าเป็นห่วงคือ เส้นเลือดในสมองตีบ สาเหตุ เหล่านี้มักพบในคนไทยอย่างแพร่หลาย และหากมีหลายปัจจัยรวมกันจะยิ่งเพิ่มความเสี่ยง การเฝ้าระวังและควบคุมปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ รวมถึงการรู้จักสัญญาณเตือน BE FAST จึงเป็นสิ่งที่ทุกคนควรให้ความสำคัญ

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคหลอดเลือดในสมองตีบ

โรคหลอดเลือดในสมองตีบและเส้นเลือดในสมองตีบ มีปัจจัยเสี่ยงหลากหลายที่สามารถควบคุมได้และควบคุมไม่ได้ การเข้าใจปัจจัยเหล่านี้จะช่วยให้เราสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและดูแลสุขภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทีมดูแลเราขอแนะนำให้ทุกคนตรวจสอบตัวเองว่ามีปัจจัยเสี่ยงใดบ้าง เพื่อเตรียมการป้องกันที่เหมาะสม

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่นำไปสู่ โรคเส้นเลือดในสมองตีบ สามารถจำแนกได้ดังนี้

  • ปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ กรณีที่อายุมากขึ้นจะมีความเสี่ยงต่อโรคมากกว่าคนที่อายุน้อย และปัจจัยจากทางพันธุกรรม
  • ปัจจัยด้านโรคประจำตัว ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง และโรคหัวใจ
  • ปัจจัยด้านพฤติกรรม การสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป ไม่ออกกำลังกาย และกินอาหารไขมันสูง
  • ปัจจัยอื่นๆ ความเครียดเรื้อรัง น้ำหนักเกิน และการนอนไม่เพียงพอ

สัญญาณอันตรายหลอดเลือดในสมองตีบ

การรู้จักสัญญาณเตือนของ เส้นเลือดในสมองตีบ เป็นเรื่องสำคัญที่อาจช่วยชีวิตได้ เพราะ ภาวะเส้นเลือดในสมองตีบ มักเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน และการได้รับการรักษาภายใน 4.5 ชั่วโมง แรกจะให้ผลการรักษาที่ดีที่สุด ทีมแพทย์เราขอแนะนำให้ทุกคนในครอบครัวเรียนรู้สัญญาณเตือน BE FAST

สัญญาณเตือนที่ควรรู้ตามหลัก BE FAST มีดังนี้

  • B – Balance เดินเซ ทรงตัวไม่ได้ มึนงง หรือประสานงานผิดปกติ
  • E – Eyes มองเห็นไม่ชัด มองเห็นภาพซ้อน หรือสูญเสียการมองเห็นทันที
  • F – Face ใบหน้าเบี้ยว มุมปากตก ยิ้มไม่ได้หรือไม่สมมาตร
  • A – Arms แขนขาอ่อนแรงข้างใดข้างหนึ่ง ยกแขนไม่ขึ้น
  • S – Speech พูดไม่ชัด พูดผิดเพี้ยน หรือไม่เข้าใจคำพูด
  • T – Time เวลาสำคัญที่สุด รีบโทรเรียกรถพยาบาลทันที

หากพบสัญญาณใดสัญญาณหนึ่งจากรายการข้างต้น อย่ารอช้า เพราะ หลอดเลือดสมองตีบ ต้องการการรักษาอย่างเร่งด่วน การชะลอเวลาอาจส่งผลให้เกิดความเสียหายถาวรของสมองหรือเสียชีวิตได้ จำไว้ว่าทุกนาทีมีค่า และการรู้จักสัญญาณเหล่านี้อาจเป็นแรงผลักดันให้คนที่เรารักได้รับโอกาสในการฟื้นฟูที่ดีที่สุด

วิธีการรักษาเส้นเลือดสมองตีบมีอะไรบ้าง

วิธีรักษาเส้นเลือดในสมองตีบ แบ่งออกเป็น 2 ระยะหลัก คือ การรักษาในระยะฉุกเฉินและการฟื้นฟูระยะยาว ทีมแพทย์เราขอเน้นว่าการได้รับการรักษาภายใน 4.5 ชั่วโมง แรกหลังเกิดอาการจะส่งผลต่อโอกาสในการฟื้นตัวอย่างมาก ยิ่งรักษาเร็ว โอกาสกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติจะยิ่งสูง

แนวทางการรักษาหลักที่ใช้ในปัจจุบันมีดังนี้

  • การให้ยาละลายลิ่มเลือด ภายในช่วงเวลาทองคำเพื่อเปิดหลอดเลือดที่ตีบ
  • การดูดลิ่มเลือดออก ด้วยเครื่องมือพิเศษผ่านหลอดเลือดแดงขาหนีบ
  • การรักษาด้วยยา เพื่อป้องกันลิ่มเลือดเกิดขึ้นใหม่และควบคุมความดัน
  • การฟื้นฟูสมรรถภาพ ด้วยกายภาพบำบัดและกิจกรรมบำบัดตั้งแต่ช่วงต้น

สำหรับ ผู้ป่วยเส้นเลือดในสมองตีบ การฟื้นฟูถือเป็นส่วนสำคัญมากในการช่วยให้กลับมาใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงเดิม กระตุ้นให้สมองเรียนรู้การควบคุมร่างกายใหม่ ระยะเวลา 6 เดือนแรกถือเป็นช่วงทองคำของการฟื้นฟู การเลือกเส้นเลือดในสมองตีบ รักษาที่ไหนดี ควรเป็นสถานพยาบาลที่มีทีมแพทย์หลายสาขา เทคโนโลยีการรักษาที่ทันสมัย และโปรแกรมฟื้นฟูที่ครบถ้วน เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงฉุกเฉินจนถึงการฟื้นฟูระยะยาว

การรักษาในระยะเฉียบพลัน

เมื่อ เส้นเลือดในสมองตีบ เกิดขึ้น การรักษาในระยะแรกจะมุ่งเน้นการเปิดหลอดเลือดที่อุดตันให้เร็วที่สุด เพื่อให้เลือดกลับไปเลี้ยงสมองได้อีกครั้ง ทีมแพทย์เราจะประเมินสภาพผู้ป่วยอย่างรวดเร็วและเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมที่สุดภายในช่วงเวลา 4.5 ชั่วโมง แรก วิธีการรักษาหลักในระยะฉุกเฉินได้แก่ การให้ยาละลายลิ่มเลือดเพื่อเปิดหลอดเลือดที่ตีบ และการดูดลิ่มเลือดออกด้วยเครื่องมือพิเศษผ่านหลอดเลือด ขณะเดียวกันทีมจะต้องควบคุมความดันโลหิต ระดับน้ำตาล และดูแลการหายใจให้คงที่ ความสำเร็จของการรักษาในระยะนี้ขึ้นอยู่กับการมาถึงโรงพยาบาลโดยเร็ว ยิ่งได้รับการรักษาเร็ว โอกาสที่สมองจะกลับมาทำงานได้ดีจะยิ่งสูง หลังจากอาการคงที่แล้ว ทีมจะเริ่มวางแผนการฟื้นฟูเพื่อช่วยให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิតได้ใกล้เคียงเดิม

การฟื้นฟูสมรรถภาพหลังอาการเส้นเลือดในสมองตีบ

การฟื้นฟูสมรรถภาพเป็นขั้นตอนสำคัญที่จะช่วยให้ ผู้ป่วยเส้นเลือดในสมองตีบ กลับมาใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงเดิมที่สุด หากสภาพผู้ป่วยคงที่แล้ว ช่วง 6 เดือนแรก ถือเป็นระยะเวลาทองคำของการฟื้นฟู

โปรแกรมการฟื้นฟูหลักที่ผู้ป่วยจะได้รับมีดังนี้

  • กายภาพบำบัด ฝึกการเคลื่อนไหว การเดิน การทรงตัว และป้องกันกล้ามเนื้อลีบ
  • กิจกรรมบำบัด ฝึกใช้มือ การกลืน และกิจกรรมในชีวิตประจำวัน
  • การฝึกพูด สำหรับผู้ป่วยที่มีปัญหาการสื่อสารหรือการกลืน
  • การสนับสนุนจิตใจ ช่วยผู้ป่วยและครอบครัวปรับตัวกับสภาพใหม่

วิธีป้องกันอาการเส้นเลือดในสมองตีบไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำ

การป้องกัน เส้นเลือดในสมองตีบ ไม่ให้เกิดซ้ำเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้ป่วยและครอบครัวต้องให้ความสำคัญ เนื่องจากผู้ป่วยที่เคยเป็น โรคเส้นเลือดในสมองตีบ มาแล้วจะมีความเสี่ยงในการเป็นซ้ำอีก แนวทางการป้องกันหลักที่ควรปฏิบัติอย่างต่อเนื่องมีดังนี้

  • กินยาตามแพทย์สั่งเป็นประจำ เช่น ยาป้องกันลิ่มเลือด ยาลดความดัน และยาควบคุมไขมัน
  • ควบคุมความดันโลหิต ให้อยู่ในเกณฑ์ปกติโดยวัดที่บ้านสม่ำเสมอ
  • ปรับพฤติกรรมการกิน ลดเค็ม ลดไขมัน เพิ่มผักและผลไม้ หลีกเลี่ยงอาหารแปรรูป
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ อย่างน้อยวันละ 30 นาที เดินเร็ว ว่ายน้ำ หรือปั่นจักรยาน
  • เลิกบุหรี่และหลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์ โดยเด็ดขาด

นอกจากนี้ ควรตรวจสุขภาพสม่ำเสมอทุก 3-6 เดือน เพื่อติดตามค่าน้ำตาล ไขมันในเลือด และการทำงานของไต การจัดการความเครียดก็มีส่วนสำคัญ เนื่องจากความเครียดสะสมอาจเป็นตัวเร่งให้เกิด หลอดเลือดสมองตีบ ซ้ำได้ หากปฏิบัติตามคำแนะนำเหล่านี้อย่างเคร่งครัด จะช่วยลดความเสี่ยงได้อย่างมีนัยสำคัญ สิ่งสำคัญที่สุดคือการกลับมาตรวจตามนัดและไม่หยุดยาเอง แม้จะรู้สึกว่าสุขภาพดีขึ้นแล้ว เพราะยาเหล่านี้ทำหน้าที่ป้องกันการเกิดลิ่มเลือดและรักษาเสถียรภาพของหลอดเลือด การดูแลอย่างต่อเนื่องนี้จะเป็นกุญแจสำคัญในการช่วยให้ คนเป็นเส้นเลือดในสมองตีบ สามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพและลดโอกาสเป็นซ้ำ

สรุป การดูแลและฟื้นฟูเส้นเลือดในสมองตีบอย่างมีประสิทธิภาพ

เส้นเลือดในสมองตีบ เป็นภาวะที่ต้องการการดูแลแบบองค์รวมทั้งในระยะฉุกเฉินและการฟื้นฟูระยะยาว การรู้จักสัญญาณเตือน BE FAST และการรีบมาโรงพยาบาลภายใน 4.5 ชั่วโมงแรกเป็นกุญแจสำคัญต่อการฟื้นตัว หลังจากได้รับการรักษาแล้ว การฟื้นฟูสมรรถภาพด้วยกายภาพบำบัดและโปรแกรมเฉพาะบุคคลจะช่วยให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงเดิม

หาก ผู้ป่วยเส้นเลือดในสมองตีบ หรือครอบครัวกำลังมองหาการดูแลที่ครอบคลุม ที่ WALK WELL ศูนย์ฟื้นฟูผู้ป่วยหลอดเลือดสมอง  พร้อมให้บริการโปรแกรมฟื้นฟูที่ปรับได้ตามความต้องการของผู้ป่วยแต่ละราย ด้วยทีมอายุรแพทย์ระบบประสาทและแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูที่มีประสบการณ์ รวมถึงการติดตามผลการรักษาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลที่ดีที่สุดและเพิ่มโอกาสในการฟื้นฟูสู่ชีวิตที่มีคุณภาพ สามารถติดต่อเราได้ที่นี่ เพื่อรับการประเมินและวางแผนการฟื้นฟูที่เหมาะสมที่สุดกับทุกความต้องการ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ เส้นเลือดในสมองตีบ

เส้นเลือดในสมองตีบ อันตรายไหม

เส้นเลือดในสมองตีบ อันตรายไหม ขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงและการรักษาที่รวดเร็ว หากไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม อาจนำไปสู่ภาวะเส้นเลือดในสมองขาดเลือดเฉียบพลัน (Stroke) ซึ่งเป็นอันตรายต่อชีวิต แต่หากได้รับการวินิจฉัยและรักษาในระยะเริ่มต้น จะสามารถควบคุมและป้องกันภาวะแทรกซ้อนได้

หลอดเลือดสมองตีบตันกับแตก ต่างกันอย่างไร

หลอดเลือดสมองตีบ หมายถึงการที่หลอดเลือดมีการตีบแคบลงจากการสะสมของไขมันหรือลิ่มเลือด ทำให้เลือดไหลไปเลี้ยงสมองได้น้อยลง ส่วน หลอดเลือดสมองแตก คือการแตกของหลอดเลือดทำให้เลือดไหลออกมาในเนื้อสมอง ซึ่งมีอาการรุนแรงและอันตรายมากกว่าการตีบตัน

โรคหลอดเลือดในสมองตีบ รักษาหายไหม

โรคเส้นเลือดในสมองตีบ สามารถรักษาและควบคุมได้หากได้รับการดูแลที่เหมาะสม การรักษาจะเน้นการขยายหลอดเลือดที่ตีบ ปรับปรุงการไหลเวียนของเลือด และป้องกันการเกิดซ้ำ แต่ต้องมีการติดตามและปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตอย่างต่อเนื่อง

เส้นเลือดในสมองตีบ รักษาที่ไหนดี

เส้นเลือดในสมองตีบ รักษาที่ไหนดี ควรเลือกสถานพยาบาลที่มีทีมแพทย์ชำนาญการ เช่น อายุรแพทย์ระบบประสาท แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู และมีอุปกรณ์การรักษาแบบครบครัน ศูนย์ฟื้นฟูที่มีโปรแกรมการรักษาแบบบูรณาการและสามารถปรับตามความต้องการของแต่ละบุคคลจะให้ผลการรักษาที่ดีที่สุด

บทความนี้ถูกตรวจทานโดย

หมอขวัญ นพ.ขวัญ ศรีศิลป

ว.51094
MD., Physical Medicine & Rehabilitation (PM&R / Physiatrist)