โรคหลอดเลือดสมองหรือที่เรียกกันทั่วไปว่า Stroke เป็นหนึ่งในสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของคนไทย และเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยสูญเสียความสามารถในการใช้ชีวิตประจำวัน การเข้าใจถึงปัจจัยเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง สาเหตุที่แท้จริงจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการป้องกันและลดโอกาสการเกิดโรคนี้ ในบทความนี้ เราจะมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรคหลอดเลือดสมองอย่างครบถ้วน ตั้งแต่นิยามพื้นฐานของโรคนี้ ไปจนถึง 10 ปัจจัยหลักที่เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดอาการสโตรก รวมถึงแนวทางการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อลดความเสี่ยง เช็กลิสต์การประเมินความเสี่ยงด้วยตนเอง และสัญญาณเตือนภัยที่ต้องรีบพบแพทย์ทันที ความรู้เหล่านี้จะช่วยให้คุณสามารถดูแลสุขภาพของตนเองและคนในครอบครัวได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
โรคหลอดเลือดสมองคืออะไร
โรคหลอดเลือดสมอง หรือที่เรียกกันว่า Stroke เป็นภาวะที่เกิดขึ้นเมื่อการไหลเวียนของเลือดไปเลี้ยงสมองหยุดชะงักหรือลดลงอย่างกะทันหัน การเกิด Stroke มี 2 ประเภทหลัก ได้แก่ Stroke ชนิดขาดเลือด ซึ่งเกิดจากหลอดเลือดในสมองตีบหรือมีลิ่มเลือดมาอุดตัน และ Stroke ชนิดเลือดออก ที่เกิดจากหลอดเลือดในสมองแตกหรือรั่ว การเข้าใจถึง ปัจจัยเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง สาเหตุ ต่างๆ จะช่วยให้เราป้องกันได้ดีกว่า
ความแตกต่างระหว่างสโตรกจากเลือดออกและเลือดตีบ
Stroke เกิดจาก สาเหตุหลัก 2 ประเภท ที่มีกลไกการเกิดโรคแตกต่างกัน สโตรกจากเลือดตีบ หรือ Ischemic Stroke คิดเป็น 80-85% ของผู้ป่วยทั้งหมด เกิดจากหลอดเลือดในสมองตีบหรือมีลิ่มเลือดมาอุดตัน ส่วนสโตรกจากเลือดออก หรือ Hemorrhagic Stroke พบประมาณ 15-20% เกิดจากหลอดเลือดในสมองแตกหรือรั่ว
ปัจจัยเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง สาเหตุ ของแต่ละประเภทก็ไม่เหมือนกัน แม้ว่าปัจจัยเสี่ยงบางอย่างจะเหมือนกัน เช่น ความดันสูง แต่สาเหตุหลักของแต่ละชนิดก็แตกต่างกัน สโตรกเลือดตีบมักเกิดจากไขมันในเลือดสูง เบาหวาน การสูบบุหรี่ โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ ซึ่งทำให้เกิดคราบไขมันหรือลิ่มเลือด ส่วนสโตรกเลือดออกมักเกิดจากความดันโลหิตสูงที่ไม่ได้รับการควบคุม การดื่มแอลกอฮอล์มาก การใช้ยาเม็ดเลือด และความผิดปกติของหลอดเลือดสมองแต่กำเนิด การรู้ปัจจัยเสี่ยงของตัวเองจะช่วยให้เราป้องกันได้ตรงจุดและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

10 ปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคหลอดเลือดสมอง
การรู้จัก ปัจจัยเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง สาเหตุ ต่างๆ จะช่วยให้เราป้องกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ หลายคนอาจไม่รู้ว่าปัจจัยเสี่ยงบางอย่างควบคุมได้ ในขณะที่บางอย่างเป็นเรื่องธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ การเข้าใจความแตกต่างนี้จะช่วยให้เราวางแผนดูแลสุขภาพได้ดีขึ้น
ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ทำให้ Stroke เกิดจาก สาเหตุต่างๆ มี 10 ประการหลัก
- ความดันโลหิตสูง เป็นสาเหตุหลักที่พบใน 80% ของผู้ป่วย ความดันโลหิตสูงทำให้ผนังหลอดเลือดในสมองถูกกดดันมากเกินไปอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้หลอดเลือดเสื่อม แข็งตัว และแตกได้ง่ายขึ้น การควบคุมความดันให้อยู่ในเกณฑ์ปกติต่ำกว่า 140/90 mmHg จะช่วยลดความเสี่ยงได้อย่างมีนัยสำคัญ ผู้ที่มีความดันสูงควรวัดความดันที่บ้านอย่างสม่ำเสมอและรับประทานยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด
- เบาหวาน ทำให้หลอดเลือดเสื่อมเร็วและเสี่ยงลิ่มเลือด ระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงเรื้อรังจะทำลายผนังหลอดเลือดและทำให้เลือดข้นขึ้น เพิ่มโอกาสเกิดลิ่มเลือดอุดตันในสมอง ผู้ป่วยเบาหวานมีความเสี่ยงเป็นโรคหลอดเลือดสมองสูงกว่าคนปกติ 2-4 เท่า การควบคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์เป้าหมาย (HbA1c ต่ำกว่า 7%) จะช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนนี้ได้
- ไขมันในเลือดสูง สะสมในหลอดเลือดจนตีบแคบ ไขมันไม่ดี (LDL) สะสมเป็นคราบไขมันในผนังหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดตีบแคบและเลือดไหลไปเลี้ยงสมองได้น้อยลง คราบไขมันเหล่านี้อาจหลุดออกมาเป็นลิ่มเลือดอุดตันได้ทันที การตรวจไขมันในเลือดเป็นประจำและควบคุมระดับ LDL ให้ต่ำกว่า 100 mg/dL เป็นสิ่งสำคัญในการป้องกัน
- สูบบุหรี่ เพิ่มความเสี่ยง 2 เท่า เนื่องจากทำลายผนังหลอดเลือด สารพิษจากบุหรี่ทำลายเยื่อบุผนังหลอดเลือด ทำให้เกิดการอักเสบและลิ่มเลือดง่ายขึ้น นอกจากนี้นิโคตินยังทำให้หลอดเลือดหดตัวและเพิ่มความดันโลหิต การเลิกบุหรี่จะช่วยลดความเสี่ยงลงได้ทันที โดยภายใน 2 ปีหลังเลิกบุหรี่ ความเสี่ยงจะลดลงเกือบเท่าคนไม่สูบ
- อายุ โดยเฉพาะผู้สูงอายุเกิน 55 ปี หลอดเลือดจะเสื่อมตามธรรมชาติเมื่ออายุมากขึ้น ผนังหลอดเลือดแข็งตัวและยืดหยุ่นน้อยลง ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าทุกๆ 10 ปีหลังจากอายุ 55 ปี แม้จะเป็นปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ แต่การดูแลสุขภาพและควบคุมปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ จะช่วยชะลอความเสื่อมของหลอดเลือดได้
- โรคหัวใจ เช่น หัวใจเต้นผิดจังหวะหรือหัวใจล้มเหลว หัวใจเต้นผิดจังหวะ โดยเฉพาะภาวะ atrial fibrillation ทำให้เลือดคั่งในหัวใจและเกิดลิ่มเลือดได้ง่าย ลิ่มเลือดเหล่านี้อาจหลุดไปอุดหลอดเลือดในสมองได้ ผู้ป่วยโรคหัวใจควรรับประทานยาป้องกันลิ่มเลือดตามแพทย์สั่ง และควบคุมโรคหัวใจให้อยู่ในระดับที่ดี
- ประวัติครอบครัว มีญาติป่วยเส้นเลือดสมอง หากมีญาติสายตรง เช่น พ่อแม่ พี่น้อง เคยเป็นโรคหลอดเลือดสมอง โอกาสที่เราจะเป็นจะสูงขึ้น 30-50% นี่อาจเกี่ยวข้องกับพันธุกรรมที่ทำให้หลอดเลือดอ่อนแอหรือมีความดันสูง ผู้ที่มีประวัติครอบครัวควรให้ความสำคัญกับการตรวจสุขภาพและควบคุมปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ มากขึ้น
- เครียดเรื้อรัง ทำให้ความดันสูงและหลอดเลือดอักเสบ ความเครียดทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนความเครียดที่เพิ่มความดันโลหิตและทำให้หลอดเลือดอักเสบเรื้อรัง การเครียดนานๆ ยังส่งผลให้พฤติกรรมสุขภาพแย่ลง เช่น กินมาก นอนน้อย ไม่ออกกำลังกาย การจัดการความเครียดด้วยการสมาธิ โยคะ หรือกิจกรรมผ่อนคลายจะช่วยลดความเสี่ยงได้
- ดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป การดื่มเหล้าเป็นประจำในปริมาณมาก (เกิน 2 แก้วต่อวัน) จะทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้นและเพิ่มความเสี่ยงต่อเลือดออกในสมอง แอลกอฮอล์ยังทำให้หลอดเลือดอ่อนแอและรบกวนการทำงานของตับในการผลิตปัจจัยการแข็งตัวของเลือด หากดื่ม ควรจำกัดไม่เกินวันละ 1 แก้วและมีวันหยุดดื่มในสัปดาห์
- ขาดการออกกำลังกาย น้ำหนักเกิน การไม่ได้เคลื่อนไหวร่างกายทำให้เกิดภาวะอ้วน ความดันสูง เบาหวาน และไขมันในเลือดสูงตามมา การมีน้ำหนักเกิน โดยเฉพาะรอบเอวใหญ่ เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมองอย่างชัดเจน การออกกำลังกายสม่ำเสมออย่างน้อยสัปดาห์ละ 150 นาทีและรักษา BMI ไว้ที่ 18.5-22.9 จะช่วยลดความเสี่ยงได้มาก

ปรับพฤติกรรมลดปัจจัยเสี่ยง ต้องเริ่มจากตรงไหนก่อนดี
- เริ่มจากการควบคุมความดันโลหิต เพราะเป็นสาเหตุหลักของ Stroke เกิดจาก ปัจจัยนี้ถึง 80% ความดันโลหิตสูงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุดและพบบ่อยที่สุด การควบคุมความดันให้อยู่ในเกณฑ์ปกติจะให้ผลดีทันทีและชัดเจนที่สุด เริ่มต้นด้วยการลดเค็มในอาหาร เพิ่มผักผลไม้ และวัดความดันที่บ้านอย่างสม่ำเสมอ หากค่าความดันยังสูง ควรพบแพทย์เพื่อรับประทานยาควบคุม การปรับปัจจัยนี้เพียงอย่างเดียวสามารถลดความเสี่ยงได้ถึง 40%
- เลิกสูบบุหรี่ทันที หากยังสูบอยู่ เพราะจะเห็นผลดีขึ้นภายใน 48 ชั่วโมง การสูบบุหรี่ทำลายหลอดเลือดและเพิ่มความเสี่ยงเป็นทวีคูณ การเลิกจะให้ผลดีทันทีโดยไม่ต้องรอนาน ภายใน 2 วัน ระดับออกซิเจนในเลือดจะดีขึ้นและการไหลเวียนจะดีกว่าเดิม ภายใน 1 ปี ความเสี่ยงจะลดลงครึ่งหนึ่ง การขอความช่วยเหลือจากแพทย์ ใช้ยาช่วยเลิกบุหรี่ หรือเข้ากลุ่มบำบัดจะช่วยเพิ่มโอกาสสำเร็จ นี่คือการปรับเปลี่ยนที่ให้ผลตอบแทนคุ้มค่าที่สุด
- ปรับการกินให้ลดเค็ม ลดไขมัน เพิ่มผักผลไม้ อาหารมีผลโดยตรงต่อความดัน ระดับน้ำตาล และไขมันในเลือด เริ่มจากการลดเค็มลงครึ่งหนึ่ง หลีกเลี่ยงอาหารแปรรูปและกระป๋อง เลือกใช้เครื่องปรุงอื่นแทนเช่นสมุนไพร เพิ่มผักผลไม้อย่างน้อย 5 ส่วนต่อวัน โดยเฉพาะผักใบเขียวเข้มและผลไม้สีสด ลดไขมันสัตว์และเลือกโปรตีนจากปลา ถั่ว การปรับนิสัยการกินจะให้ผลภายใน 2-3 สัปดาห์
- เริ่มออกกำลังกายเบาๆ เช่น เดิน 15-20 นาทีต่อวัน ไม่จำเป็นต้องออกแรงหนักในช่วงแรก การเดินเบาๆ อย่างสม่ำเสมอก็ให้ผลดีแล้ว เริ่มจากการเดินวันละ 15 นาที แล้วค่อยๆ เพิ่มเวลาและความเร็วขึ้นเรื่อยๆ ตั้งเป้าไปที่ 30 นาทีต่อวัน 5 วันต่อสัปดาห์ เลือกเวลาที่เหมาะสม เช่น หลังอาหารเย็นหรือตอนเช้า หาเพื่อนเดินด้วยจะช่วยให้มีแรงจูงใจมากขึ้น การออกกำลังกายเบาๆ แต่สม่ำเสมอจะให้ผลดีกว่าออกแรงหนักแต่เป็นครั้งคราว
- จัดการน้ำหนักและความเครียดเป็นขั้นตอนสุดท้าย เมื่อปรับความดัน อาหาร และการออกกำลังกายได้แล้ว น้ำหนักและความเครียดจะค่อยๆ ดีขึ้นตามมาเอง การลดน้ำหนักอย่างค่อยเป็นค่อยไปประมาณ 0.5-1 กก. ต่อสัปดาห์จะยั่งยืนกว่าการลดแบบเร่งรีบ สำหรับความเครียด ควรหาวิธีผ่อนคลายที่เหมาะกับตัวเอง เช่น ทำสมาธิ ฟังเพลง หรือทำกิจกรรมที่ชอบ การนอนหลับให้เพียงพอ 7-8 ชั่วโมงต่อคืนก็สำคัญมาก การดูแลสองปัจจัยนี้จะช่วยให้การปรับพฤติกรรมที่ผ่านมาสามารถรักษาได้ในระยะยาว
การเปลี่ยนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไปจะช่วยให้ร่างกายปรับตัวได้ดีกว่าการเปลี่ยนแปลงฉับพลัน สิ่งสำคัญคือความต่อเนื่อง เมื่อรู้สึกว่าพฤติกรรมหนึ่งเป็นนิสัยแล้ว ค่อยเพิ่มการปรับเปลี่ยนในด้านอื่น การติดตาม อาการสโตรก เบื้องต้นควบคู่ไปด้วยจะทำให้การดูแลสุขภาพครบถ้วนยิ่งขึ้น

เช็กลิสต์ประเมินความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองด้วยตัวเอง
การประเมินตนเองเป็นขั้นตอนแรกที่สำคัญในการรู้จัก ปัจจัยเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง สาเหตุ ที่มีอยู่ในตัวเรา แม้ว่าการตรวจนี้จะไม่สามารถทดแทนการตรวจของแพทย์ได้ แต่จะช่วยให้เราเห็นภาพรวมและตัดสินใจได้ว่าควรให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพมากแค่ไหน
รายการตรวจสอบความเสี่ยงที่ควรประเมินมีดังนี้
- อายุมากกว่า 55 ปี หรือมีประวัติครอบครัวป่วยเส้นเลือดสมอง การมีอายุมากกว่า 55 ปีหรือมีพ่อแม่ พี่น้อง ป่วยโรคหลอดเลือดสมองถือเป็นปัจจัยเสี่ยงพื้นฐานที่สำคัญ โดยเฉพาะหากญาติป่วยในวัยหนุ่มสาว (ก่อน 65 ปี) จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงมากขึ้น การรู้ประวัติครอบครัวจะช่วยให้เราเริ่มดูแลสุขภาพและคัดกรองโรคตั้งแต่เนิ่นๆ ควรสอบถามญาติเกี่ยวกับประวัติโรคและบันทึกไว้เพื่อแจ้งแพทย์ในการตรวจสุขภาพ
- ความดันโลหิตสูงกว่า 140/90 mmHg หรือกินยาควบคุมความดันอยู่ ความดันโลหิตที่สูงกว่าเกณฑ์ปกติหรือการต้องรับประทานยาควบคุมความดันแสดงว่ามีปัญหากับหลอดเลือดอยู่แล้ว ควรวัดความดันที่บ้านอย่างสม่ำเสมอในช่วงเวลาเดียวกัน โดยนั่งพักสักครู่ก่อนวัดและจดบันทึกค่าที่ได้ หากความดันสูงกว่า 140/90 ติดต่อกันหลายครั้ง หรือมีค่าแกว่งขึ้นลงมาก ควรปรึกษาแพทย์เพื่อปรับการรักษา การควบคุมความดันให้คงที่เป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการป้องกันโรค
- เป็นเบาหวาน มีไขมันในเลือดสูง หรือมีโรคหัวใจ โรคเรื้อรังเหล่านี้ทำลายหลอดเลือดและเพิ่มความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองอย่างมาก หากเป็นเบาหวาน ควรตรวจ HbA1c ทุก 3 เดือนและควบคุมให้ต่ำกว่า 7% หากมีไขมันในเลือดสูง ควรตรวจทุก 6 เดือนและควบคุม LDL ให้ต่ำกว่า 100 mg/dL หากมีโรคหัวใจ โดยเฉพาะหัวใจเต้นผิดจังหวะ ควรรับประทานยาป้องกันลิ่มเลือดตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด การควบคุมโรคเหล่านี้ให้ดีจะลดความเสี่ยงได้มาก
- สูบบุหรี่ ดื่มเหล้าบ่อย หรืออ้วนเกินไป พฤติกรรมเหล่านี้เป็นปัจจัยเสี่ยงที่ควบคุมได้และควรปรับเปลี่ยนโดยเร็ว การสูบบุหรี่แม้แต่วันละไม่กี่มวนก็เพิ่มความเสี่ยงแล้ว การดื่มเหล้าบ่อยหรือดื่มมากครั้งละหลายแก้วจะทำให้ความดันสูงและเสี่ยงเลือดออก การมี BMI มากกว่า 25 หรือรอบเอวเกิน 90 ซม. ในผู้ชาย และ 80 ซม. ในผู้หญิง ถือว่าอ้วนและต้องลดน้ำหนัก การเลิกบุหรี่ ลดการดื่มเหล้า และลดน้ำหนักจะให้ผลดีอย่างรวดเร็ว
- ไม่ออกกำลังกาย กินอาหารเค็มจัด หรือเครียดบ่อย ไลฟ์สไตล์ที่ไม่เคลื่อนไหวร่างกาย กินอาหารไม่เหมาะสม และเครียดเรื้อรังจะสะสมเป็นปัจจัยเสี่ยงในระยะยาว การนั่งทำงานนานๆ โดยไม่ได้ลุกเดินเลยในระหว่างวันถือว่าเป็นพฤติกรรมเสี่ยง การกินอาหารเค็มจัด อาหารแปรรูป หรือฟาสต์ฟู้ดบ่อยๆ จะทำให้ความดันและไขมันสูง การมีความเครียดจากการทำงานหรือปัญหาชีวิตโดยไม่มีทางระบายจะส่งผลต่อสุขภาพหลอดเลือด ควรเริ่มปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเหล่านี้ทีละอย่างอย่างค่อยเป็นค่อยไป
หากพบว่ามีปัจจัยเสี่ยง 3 ข้อขึ้นไป แสดงว่าอยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูง ควรปรึกษาแพทย์และเริ่มปรับพฤติกรรมทันที ประเมินทุก 6 เดือน เพื่อติดตามการเปลี่ยนแปลงและป้องกันไม่ให้ Stroke เกิดจาก ปัจจัยที่ควบคุมได้ การรู้เท่าทันและดำเนินการป้องกันล่วงหน้าจะช่วยลดความเสี่ยงได้อย่างมีนัยสำคัญ

สรุป ปัจจัยเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง
โรคหลอดเลือดสมองเป็นภาวะที่ป้องกันได้หากเรารู้จัก ปัจจัยเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง สาเหตุ ต่างๆ และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างเหมาะสม การควบคุมความดันโลหิต ระดับน้ำตาล การออกกำลังกายสม่ำเสมอ และการเลิกสูบบุหรี่ สามารถลดความเสี่ยงได้อย่างมีนัยสำคัญ สิ่งสำคัญคือการรู้จักสังเกต อาการสโตรก และรับการรักษาทันเวลา
หากคุณหรือคนในครอบครัวเป็นผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง ที่ WALK WELL ศูนย์ฟื้นฟูผู้ป่วยหลอดเลือดสมอง พร้อมให้บริการด้วยทีมอายุรแพทย์ระบบประสาทและแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู โปรแกรมฟื้นฟูที่ปรับตามแต่ละบุคคล และการติดตามผลอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นฟูสภาพและกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ สามารถติดต่อเราได้ที่นี่
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ ปัจจัยเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง สาเหตุ
ยิ่งอายุมากยิ่งเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองจริงไหม
อายุที่เพิ่มขึ้นเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองที่สำคัญที่สุด เนื่องจากหลอดเลือดจะแข็งตัวและแคบลงตามวัย ประกอบกับความสามารถในการซ่อมแซมของร่างกายลดลง ทำให้โอกาสเกิด stroke เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนหลังวัย 55 ปี โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัวควบคู่
อายุที่เพิ่มขึ้นเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองที่สำคัญที่สุด เนื่องจากหลอดเลือดจะแข็งตัวและแคบลงตามวัย ประกอบกับความสามารถในการซ่อมแซมของร่างกายลดลง ทำให้โอกาสเกิด stroke เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนหลังวัย 55 ปี โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัวควบคู่
โรคหลอดเลือดสมอง สาเหตุหลัก ๆ มีอะไรบ้างที่เจอบ่อยที่สุด
โรคหลอดเลือดสมอง สาเหตุหลักที่พบบ่อย ได้แก่ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคหัวใจ และคอเลสเตอรอลสูง ซึ่งทำให้หลอดเลือดแข็งตัวและตีบตัน นอกจากนี้ อาการสโตรก เกิดจากการสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ และการขาดการออกกำลังกายก็เป็นสาเหตุที่พบเห็นได้บ่อย
โรคหลอดเลือดสมอง สาเหตุหลักที่พบบ่อย ได้แก่ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคหัวใจ และคอเลสเตอรอลสูง ซึ่งทำให้หลอดเลือดแข็งตัวและตีบตัน นอกจากนี้ อาการสโตรก เกิดจากการสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ และการขาดการออกกำลังกายก็เป็นสาเหตุที่พบเห็นได้บ่อย
สูบบุหรี่วันละไม่กี่มวน ยังถือว่าเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองไหม
Stroke เกิดจากการที่นิโคตินและสารพิษในบุหรี่ทำให้หลอดเลือดหดตัวและเกิดการอักเสบ ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดลิ่มเลือด การสูบบุหรี่แม้เพียงมวนเดียวก็ส่งผลทันทีต่อระบบไหลเวียนเลือด ดังนั้นการเลิกสูบเป็นการป้องกันที่ดีที่สุด
Stroke เกิดจากการที่นิโคตินและสารพิษในบุหรี่ทำให้หลอดเลือดหดตัวและเกิดการอักเสบ ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดลิ่มเลือด การสูบบุหรี่แม้เพียงมวนเดียวก็ส่งผลทันทีต่อระบบไหลเวียนเลือด ดังนั้นการเลิกสูบเป็นการป้องกันที่ดีที่สุด
ปัจจัยทางพันธุกรรมมีผลมากแค่ไหน ถ้าพ่อแม่เคยเป็นสโตรก
ปัจจัยเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองทางพันธุกรรมมีผลประมาณ 30-40% หากมีประวัติครอบครัวเป็นสโตรก โอกาสเสี่ยงจะเพิ่มขึ้น 2-3 เท่า แต่ยังสามารถควบคุมได้ด้วยการดูแลสุขภาพ หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ เช่น ควบคุมความดัน ออกกำลังกาย และรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ
ปัจจัยเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองทางพันธุกรรมมีผลประมาณ 30-40% หากมีประวัติครอบครัวเป็นสโตรก โอกาสเสี่ยงจะเพิ่มขึ้น 2-3 เท่า แต่ยังสามารถควบคุมได้ด้วยการดูแลสุขภาพ หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ เช่น ควบคุมความดัน ออกกำลังกาย และรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ
คนอายุน้อย แข็งแรง ออกกำลังกาย ก็ยังมีโอกาสเป็นสโตรกได้ไหม
สาเหตุเส้นเลือดในสมองแตกในคนหนุ่มสาวอาจเกิดจากความผิดปกติของหลอดเลือดแต่กำเนิด การใช้ยาเสพติด โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด หรืออาการสโตรกจากการแข็งตัวของเลือดผิดปกติ ดังนั้นการตรวจสุขภาพประจำปีและระวังอาการผิดปกติจึงสำคัญในทุกวัย
สาเหตุเส้นเลือดในสมองแตกในคนหนุ่มสาวอาจเกิดจากความผิดปกติของหลอดเลือดแต่กำเนิด การใช้ยาเสพติด โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด หรืออาการสโตรกจากการแข็งตัวของเลือดผิดปกติ ดังนั้นการตรวจสุขภาพประจำปีและระวังอาการผิดปกติจึงสำคัญในทุกวัย