ADD ANYTHING HERE OR JUST REMOVE IT…

นักกายภาพบำบัดคือใคร รู้จักบทบาทและการฟื้นฟูผู้ป่วย

Share On: Facebook Line
นักกายภาพบำบัดคือใคร? บทบาทสำคัญในการฟื้นฟูร่างกายที่ควรรู้
Table of Contents

เมื่อพูดถึงการฟื้นฟูสุขภาพหลังการเจ็บป่วย หลายคนอาจเคยสงสัยว่านักกายภาพบำบัดคือใครและมีบทบาทอย่างไรในกระบวนการรักษา โดยเฉพาะสำหรับผู้ป่วยที่ประสบปัญหาด้านการเคลื่อนไหวหรือผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งต้องการการฟื้นฟูที่เหมาะสมและต่อเนื่อง นักกายภาพบำบัดหรือ Physical Therapist เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการฟื้นฟูที่มีความรู้เทคนิคเฉพาะทางในการช่วยให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ ในบทความนี้เราจะมาทำความเข้าใจกันว่านักกายภาพบําบัดคือใครและมีหน้าที่ความรับผิดชอบอย่างไร รวมถึงการที่พวกเขาออกแบบแผนการรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล โดยเฉพาะบทบาทสำคัญในการฟื้นฟูผู้ป่วยหลอดเลือดสมองที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ และจะช่วยให้คุณรู้ว่าเมื่อไหร่ควรพาผู้ป่วย Stroke มาพบหมอกายภาพเพื่อให้ได้รับการฟื้นฟูที่เหมาะสมและทันเวลาที่สุด

นักกายภาพบำบัด (Physical Therapist) คือใคร

นักกายภาพบำบัด หรือ Physical Therapist คือบุคลากรทางการแพทย์ที่มีความชำนาญในการช่วยเหลือผู้ป่วยที่มีปัญหาเกี่ยวกับการเคลื่อนไหว ระบบกล้ามเนื้อ กระดูก และข้อต่อ โดยใช้วิธีการทางกายภาพต่าง ๆ เช่น การออกกำลังกาย การนวด การใช้ความร้อน ความเย็น และเครื่องมือพิเศษ เพื่อลดอาการปวด เพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ และปรับปรุงการทำงานของร่างกาย

หมอกายภาพที่หลายคนเรียกกันนั้น จริง ๆ แล้วคือนักกายภาพบำบัด คือผู้ที่ผ่านการศึกษาเฉพาะทางด้านกายภาพบำบัดมาอย่างน้อย 4 ปี และได้รับใบประกอบวิชาชีพจากสภากายภาพบำบัด พวกเขาทำงานร่วมกับแพทย์และทีมสุขภาพอื่น ๆ เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยเฉพาะผู้ป่วยที่เกิดอุบัติเหตุ เป็นโรคหลอดเลือดสมอง หรือมีปัญหาระบบประสาท

นักกายภาพบำบัดมีบทบาทสำคัญในการฟื้นฟูผู้ป่วย โดยเฉพาะในช่วงหลังการรักษาเฉียบพลัน เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างปกติหรือใกล้เคียงเดิมมากที่สุด การทำงานของพวกเขาต้องอาศัยความรู้ทางวิทยาศาสตร์การกีฬา กายวิภาคศาสตร์ และจิตวิทยาการฟื้นฟู

คุณสมบัติและการศึกษาของนักกายภาพบำบัด

การเป็นนักกายภาพบำบัดต้องจบการศึกษาระดับปริญญาตรีสาขากายภาพบำบัดจากสถาบันที่ได้รับการรับรอง และผ่านการสอบใบประกอบวิชาชีพจากสภากายภาพบำบัดแห่งประเทศไทย การศึกษาในหลักสูตรนี้จะใช้เวลา 4 ปี โดยเรียนทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ครอบคลุมเรื่องกายวิภาคศาสตร์ สรีรวิทยา พยาธิวิทยา และเทคนิคการรักษาต่าง ๆ

คุณสมบัติสำคัญที่นอกเหนือจากความรู้ทางวิชาการที่ต้องมีของนักกายภาพบำบัดคือ ความอดทน ความเมตตา และทักษะการสื่อสาร เพราะต้องทำงานกับผู้ป่วยหลากหลายวัยและภาวะ รวมทั้งต้องมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง เนื่องจากต้องยืน เดิน และช่วยเหลือผู้ป่วยเป็นเวลานาน การทำงานของหมอกายภาพต้องใช้ทั้งความรู้และความรู้สึก เพื่อให้การรักษาเกิดผลดีที่สุดต่อผู้ป่วย

ความแตกต่างระหว่างนักกายภาพบำบัดกับหมอกายภาพ

ความจริงแล้วนักกายภาพบำบัดกับหมอกายภาพเป็นคำเรียกเดียวกัน โดยคำว่า “หมอกายภาพ” เป็นการเรียกแบบไม่เป็นทางการที่คนทั่วไปใช้กัน ส่วน “นักกายภาพบำบัด” เป็นชื่อเรียกอย่างเป็นทางการตามกฎหมาย แต่อย่างไรก็ตาม หลายคนยังเข้าใจผิดว่าเป็นอาชีพคนละตัวกัน

ทั้งนักกายภาพบำบัด และ Physical Therapist คือบุคคลเดียวกัน ที่ต้องจบการศึกษาเฉพาะทาง มีใบประกอบวิชาชีพ และสามารถให้บริการรักษาด้วยวิธีทางกายภาพได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย แนะนำให้ผู้ป่วยเลือกรับบริการจากผู้ที่มีใบประกอบวิชาชีพที่ถูกต้อง เพื่อความปลอดภัยและประสิทธิภาพในการรักษาที่ดีที่สุด

ขอบเขตการปฏิบัติงานของนักกายภาพบำบัด

นักกายภาพบำบัดมีขอบเขตการทำงานที่ชัดเจนตามกฎหมาย โดยสามารถประเมิน วินิจฉัยปัญหาทางกายภาพ และให้การรักษาโดยใช้วิธีทางกายภาพต่าง ๆ เช่น การออกกำลังกาย การใช้ความร้อนความเย็น การนวด และการใช้เครื่องมือพิเศษ แต่ไม่สามารถสั่งยาหรือทำการผ่าตัดได้ เพราะไม่ใช่แพทย์

ในการปฏิบัติงานหมอกายภาพต้องทำงานร่วมกับแพทย์และทีมสุขภาพอื่น ๆ โดยเฉพาะในการรักษาผู้ป่วยที่มีปัญหาซับซ้อน เช่น ผู้ป่วยหลอดเลือดสมอง การทำงานต้องอยู่ภายใต้การดูแลหรือคำสั่งของแพทย์ Physical Therapist คือผู้ที่ต้องรับผิดชอบต่อความปลอดภัยของผู้ป่วยเป็นอันดับแรก และต้องรู้จักส่งต่อไปยังแพทย์เมื่อพบอาการที่เกินขอบเขตการรักษา

นักกายภาพบำบัดออกแบบแผนการรักษาได้อย่างไร

การออกแบบแผนการรักษาของนักกายภาพบำบัดเริ่มต้นจากการประเมินอาการและสภาพผู้ป่วยอย่างละเอียด ซึ่งรวมถึงการตรวจสอบความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ขอบเขตการเคลื่อนไหวของข้อต่อ การทรงตัว และความปวด จากนั้นหมอกายภาพจะกำหนดเป้าหมายการรักษาร่วมกับผู้ป่วยและครอบครัว เพื่อให้แผนการรักษาตอบสนองความต้องการจริงของแต่ละบุคคล

ขั้นตอนการวางแผนการรักษาที่ Physical Therapist คือจะนำมาใช้มีความเป็นระบบและชัดเจน ดังต่อไปนี้

  • ศึกษาประวัติความเจ็บป่วยและผลการตรวจจากแพทย์
  • ประเมินสภาพร่างกายและการทำงานในชีวิตประจำวัน
  • กำหนดเป้าหมายระยะสั้นและระยะยาว
  • เลือกเทคนิคและอุปกรณ์ที่เหมาะสม
  • กำหนดความถี่และระยะเวลาในการรักษา

แผนการรักษาต้องมีการปรับเปลี่ยนอยู่เสมอ ขึ้นอยู่กับความคืบหน้าของผู้ป่วย โดยเฉลี่ยแล้วผู้ป่วยจะได้รับการประเมินผลทุก 2-3 สัปดาห์ เพื่อให้มั่นใจว่าการรักษาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยที่สุด

การประเมินสภาพผู้ป่วยก่อนวางแผนการรักษา

นักกายภาพบำบัดจะเริ่มต้นการประเมินโดยการซักประวัติอย่างละเอียด เพื่อเข้าใจปัญหาของผู้ป่วยอย่างแท้จริง รวมถึงสาเหตุของอาการ ความรุนแรง และผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน การประเมินนี้จะใช้เวลาประมาณ 45-60 นาที เพื่อให้ได้ข้อมูลครบถ้วนก่อนการรักษา

กระบวนการประเมินของหมอกายภาพครอบคลุมหลายด้าน เพื่อให้ได้ภาพรวมที่ชัดเจนเกี่ยวกับสภาพผู้ป่วย หัวข้อหลักที่จะได้รับการประเมินมีดังต่อไปนี้

  • การตรวจสอบความแข็งแรงและความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อ
  • ขอบเขตการเคลื่อนไหวของข้อต่อต่าง ๆ
  • การทรงตัวและการประสานงานของร่างกาย
  • การเดินและการเคลื่อนที่ในชีวิตประจำวัน
  • ระดับความปวดและปัจจัยที่ทำให้อาการดีขึ้นหรือแย่ลง

ผู้ป่วยและญาติควรเข้าใจว่าการประเมินนี้เป็นพื้นฐานสำคัญในการกำหนดแผนการรักษา ผลการประเมินจะถูกนำมาใช้เป็นเกณฑ์ในการติดตามความคืบหน้าของการรักษาและปรับแผนการรักษาให้เหมาะสมกับสภาพของผู้ป่วยในแต่ละช่วงเวลา

การกำหนดเป้าหมายการรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล

นักกายภาพบำบัดจะร่วมกับผู้ป่วยและครอบครัวในการกำหนดเป้าหมายการรักษาที่สอดคล้องกับความต้องการจริงในชีวิตประจำวัน เป้าหมายเหล่านี้จะแบ่งเป็นระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว โดยคำนึงถึงสภาพร่างกาย อายุ อาชีพ และกิจกรรมที่ผู้ป่วยต้องการกลับไปทำได้เหมือนเดิม

การกำหนดเป้าหมายของหมอกายภาพมีความสำคัญมากเพราะจะช่วยให้การรักษามีทิศทางที่ชัดเจน และผู้ป่วยสามารถติดตามความคืบหน้าได้อย่างเป็นรูปธรรม ตัวอย่างเช่น ผู้ป่วยหลอดเลือดสมองอาจมีเป้าหมายระยะสั้นคือนั่งได้เอง ส่วนเป้าหมายระยะยาวคือเดินได้โดยใช้ไม้เท้าช่วย ซึ่งเป้าหมายต้องเป็นไปได้จริงและไม่ท้อแท้หากความคืบหน้าช้ากว่าที่คาดหวัง

การปรับเป้าหมายจะเกิดขึ้นทุก 2-4 สัปดาห์ ขึ้นอยู่กับการตอบสนองของผู้ป่วย เพื่อให้แผนการรักษายังคงมีความหมายและท้าทายในระดับที่เหมาะสม โดยไม่ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกหมดกำลังใจหรือยอมแพ้ง่าย

การปรับเปลี่ยนแผนการรักษาตามความก้าวหน้า

นักกายภาพบำบัดจะติดตามและประเมินความคืบหน้าของผู้ป่วยอย่างสม่ำเสมอ เพื่อปรับแผนการรักษาให้เหมาะสมกับสภาพปัจจุบัน เมื่อผู้ป่วยมีความสามารถเพิ่มขึ้น การออกกำลังกายและกิจกรรมจะถูกปรับให้ท้าทายมากขึ้น หรือหากพบปัญหาใหม่ก็จะมีการปรับแผนให้สอดคล้องกับสภาพนั้น ๆ

การติดตามและปรับเปลี่ยนนี้มักเกิดขึ้นทุก 1-2 สัปดาห์ โดยหมอกายภาพจะใช้การวัดผลที่เป็นรูปธรรม เช่น การวัดระยะทางการเดิน ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ หรือระดับความปวด เพื่อเป็นฐานในการตัดสินใจปรับเปลี่ยนแผนการรักษา ผู้ป่วยและญาติควรเข้าใจว่าการปรับแผนเป็นเรื่องปกติและเป็นสัญญาณบอกว่ากำลังมีความคืบหน้า

นักกายภาพบำบัดมีบทบาทยังไงในการฟื้นฟูผู้ป่วยหลอดเลือดสมอง

นักกายภาพบำบัดมีบทบาทสำคัญมากในการช่วยให้ผู้ป่วยหลอดเลือดสมองฟื้นตัวและกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติมากที่สุด โดยการทำงานเริ่มจากช่วง 3 วันแรกหลังจากการเกิดโรค เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนและเร่งกระบวนการฟื้นตัวของระบบประสาท การทำกายภาพบำบัดเร็วจะช่วยกระตุ้นให้สมองสร้างเส้นทางเชื่อมต่อใหม่เพื่อชดเชยส่วนที่เสียหาย

การฟื้นฟูของหมอกายภาพจะมุ่งเน้นไปที่การช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นคืนความสามารถในการเคลื่อนไหว การทรงตัว และการทำกิจกรรมประจำวัน บทบาทหลักที่สำคัญมีดังนี้

  • ฝึกการขยับและยืดกล้ามเนื้อเพื่อป้องกันข้อติดและกล้ามเนื้อลีบ
  • สอนการลุกนั่ง พลิกตัว และการย้ายตัวอย่างปลอดภัย
  • ฝึกการยืนและเดินด้วยหรือไม่มีอุปกรณ์ช่วย
  • พัฒนาการทรงตัวและประสานงานของร่างกาย
  • ฝึกใช้กล้ามเนื้อส่วนที่ยังแข็งแรงให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

ช่วง 6 เดือนแรก หลังเป็นโรคถือเป็นช่วงทองในการฟื้นฟู เพราะสมองยังมีความยืดหยุ่นในการเรียนรู้และปรับตัวสูง ดังนั้นการทำกายภาพบำบัดอย่างต่อเนื่องจึงมีความสำคัญอย่างมากต่อผลลัพธ์การฟื้นตัวในระยะยาว

การฝึกการเดินและการทรงตัวหลังอัมพาต

นักกายภาพบำบัดจะเริ่มการฝึกเดินและทรงตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยเริ่มจากการฝึกนั่งให้มั่นคงก่อน จากนั้นค่อยฝึกการยืนพยุงตัวด้วยราวจับ การฝึกนี้จะใช้เวลาประมาณ 30-45 นาที ต่อครั้ง และต้องทำสม่ำเสมอทุกวัน เพื่อให้กล้ามเนื้อและระบบประสาทได้เรียนรู้การทำงานใหม่

กระบวนการฝึกของหมอกายภาพจะมีขั้นตอนชัดเจนเพื่อให้ผู้ป่วยฟื้นตัวอย่างปลอดภัย ขั้นตอนการฝึกที่สำคัญมีดังต่อไปนี้

  • ฝึกการทรงตัวขณะนั่งโดยไม่พิงพนักพิง
  • ฝึกการลุกจากเก้าอี้และยืนพยุงด้วยราวจับ
  • ฝึกการย้ายน้ำหนักจากขาข้างหนึ่งไปอีกข้างหนึ่ง
  • ฝึกการเดินบนราวขนานด้วยการช่วยเหลือ
  • ฝึกการเดินด้วยอุปกรณ์ช่วยเช่น Walker หรือไม้เท้า

ความอดทนเป็นสิ่งสำคัญ เพราะการฟื้นตัวใช้เวลา และแต่ละคนจะมีความก้าวหน้าไม่เท่ากัน บางคนอาจใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะเดินได้อย่างมั่นคง แต่การฝึกอย่างต่อเนื่องจะช่วยให้ผลลัพธ์ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

การฟื้นฟูความสามารถในการใช้แขนและมือ

การฟื้นฟูแขนและมือถือเป็นความท้าทายใหญ่สำหรับผู้ป่วยหลอดเลือดสมอง เนื่องจากการใช้มือในชีวิตประจำวัน เช่น การกินข้าว แต่งตัว หรือหยิบจับสิ่งของ ต้องการความละเอียดและประสานงานที่ซับซ้อน นักกายภาพบำบัดจะเริ่มจากการฝึกการเคลื่อนไหวขั้นพื้นฐานก่อน แล้วค่อย ๆ เพิ่มความยากขึ้นตามความสามารถของผู้ป่วย โดยใช้เวลาเฉลี่ย 20-30 นาที ต่อครั้ง

การฟื้นฟูของหมอกายภาพจะเน้นการทำงานร่วมกันระหว่างกายภาพบำบัดและกิจกรรมบำบัด เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถกลับไปทำกิจกรรมที่ต้องการได้อย่างปลอดภัย การฝึกจะแบ่งออกเป็นขั้นตอนต่าง ๆ เริ่มจากการขยับข้อมือ การยกแขน ไปจนถึงการฝึกการใช้นิ้วมือในการหยิบจับวัตถุขนาดต่าง ๆ

แนะนำให้ญาติช่วยสนับสนุนการฝึกที่บ้าน โดยให้ผู้ป่วยพยายามใช้แขนและมือที่เป็นอัมพาตในกิจกรรมง่าย ๆ เช่น การจับแก้วน้ำ หรือการพยุงจานขณะกิน แม้จะทำได้ไม่สมบูรณ์ แต่การฝึกสม่ำเสมอจะช่วยกระตุ้นให้สมองสร้างเส้นทางประสาทใหม่เพื่อควบคุมการเคลื่อนไหว

การบริหารข้อและกล้ามเนื้อเพื่อป้องกันข้อติด

การบริหารข้อและกล้ามเนื้อเป็นการรักษาแบบป้องกันที่สำคัญมาก เพื่อไม่ให้ผู้ป่วยหลอดเลือดสมองเกิดข้อติด กล้ามเนื้อลีบ และแผลกดทับ นักกายภาพบำบัดจะเริ่มการบริหารตั้งแต่ 3 วันแรกหลังจากอาการคงที่ เพื่อรักษาความยืดหยุ่นของข้อต่อและป้องกันการเสื่อมสภาพของกล้ามเนื้อที่ไม่สามารถขยับได้

การบริหารจะแบ่งเป็น 2 รูปแบบหลัก คือการขยับแบบ Passive ที่หมอกายภาพหรือญาติช่วยเป็นผู้ขยับแขนขาให้ และการขยับแบบ Active ที่ผู้ป่วยพยายามขยับเอง การบริหารจะทำทุกข้อต่อหลักของร่างกาย เช่น ไหล่ ข้อศอก ข้อมือ สะโพก เข่า และข้อเท้า ประมาณ 10-15 ครั้งต่อท่า

แนะนำให้ทำการบริหารอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง เช้าและเย็น เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดในการป้องกันภาวะแทรกซ้อน การบริหารที่ถูกต้องและสม่ำเสมอจะช่วยลดความเจ็บปวด เพิ่มการไหลเวียนของเลือด และรักษาช่วงการเคลื่อนไหวของข้อให้อยู่ในสภาพที่ดี

เมื่อไหร่ควรพาผู้ป่วย Stroke มาพบนักกายภาพบำบัด

การเริ่มกายภาพบำบัดเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ เป็นกุญแจสำคัญในการฟื้นตัวของผู้ป่วย Stroke หากอาการคงที่และไม่มีเลือดออกเพิ่มเติม แพทย์มักจะอนุญาตให้เริ่มพบนักกายภาพบำบัดได้ตั้งแต่ วันที่ 3 หลังจากเกิดโรค ช่วงเวลานี้ถือเป็นช่วงทองของการฟื้นฟูเพราะสมองยังมีความยืดหยุ่นในการปรับตัวสูง

สัญญาณที่บอกว่าพร้อมเริ่มการรักษาจากหมอกายภาพได้แล้ว ได้แก่ ผู้ป่วยมีสติสัมปชัญญะดี ความดันโลหิตและชีพจรคงที่ ไม่มีอาการคลื่นไส้อาเจียนรุนแรง สำหรับผู้ป่วยที่ยังนอนเตียงอยู่ก็สามารถเริ่มการบริหารข้อแบบ Passive ได้ทันที เพื่อป้องกันข้อติดและกล้ามเนื้อลีบ

ช่วงเวลา 6 เดือนแรก หลังเป็น Stroke เป็นช่วงที่สำคัญที่สุด เพราะสมองสามารถสร้างเส้นทางประสาทใหม่ได้ดีที่สุดในช่วงนี้ ดังนั้นไม่ควรรอให้ผู้ป่วยฟื้นตัวเองหรือกลัวว่าจะเป็นอันตราย การเริ่มกายภาพบำบัดเร็วจะให้ผลลัพธ์การฟื้นตัวที่ดีกว่าการรอให้นาน

สรุป

นักกายภาพบำบัดหรือหมอกายภาพเป็นบุคลากรสำคัญที่มีบทบาทหลักในการช่วยให้ผู้ป่วยหลอดเลือดสมองฟื้นตัวและกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ การทำงานของพวกเขาไม่เพียงแค่การบริหารข้อและฝึกเดิน แต่รวมถึงการออกแบบแผนการรักษาที่เฉพาะเจาะจงสำหรับแต่ละบุคคล การเริ่มกายภาพบำบัดเร็วช่วงใน 6 เดือนแรก หลังเป็นโรคจะให้ผลลัพธ์การฟื้นตัวที่ดีที่สุด

หากครอบครัวคุณมีผู้ป่วยหลอดเลือดสมองที่ต้องการการฟื้นฟูอย่างเป็นระบบ ศูนย์ฟื้นฟู WALK WELL พร้อมให้บริการด้วยทีมนักกายภาพบำบัดผู้ชำนาญการ ร่วมกับอายุรแพทย์ระบบประสาทและแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู ที่จะปรับโปรแกรมการรักษาตามความต้องการเฉพาะของแต่ละบุคคลและติดตามผลอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลที่มีประสิทธิภาพสูงสุด

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับนักกายภาพบำบัด

นักกายภาพบำบัดคือใคร แตกต่างจากหมอทั่วไปยังไง

นักกายภาพบำบัดหรือ Physical Therapist คือผู้ชำนาญการด้านการฟื้นฟูสมรรถภาพทางกายของผู้ป่วย โดยใช้วิธีการบำบัดที่ไม่ต้องผ่าตัดหรือใช้ยา ซึ่งแตกต่างจากหมอทั่วไปที่เน้นการวินิจฉัยและรักษาด้วยยาหรือการผ่าตัด หมอกายภาพจะมุ่งเน้นการฟื้นฟูการเคลื่อนไหวและลดอาการปวดผ่านเทคนิคพิเศษต่าง ๆ

ผู้ป่วยหลอดเลือดสมองจำเป็นต้องเจอนักกายภาพบำบัดทุกรายไหม

ผู้ป่วยหลอดเลือดสมองส่วนใหญ่จะได้รับประโยชน์จากนักกายภาพบำบัด แต่ไม่ใช่ทุกรายที่จะต้องการการฟื้นฟูในระยะยาว ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการและผลกระทบต่อการเคลื่อนไหว แพทย์จะประเมินและแนะนำการรักษาที่เหมาะสมกับสภาพของผู้ป่วยแต่ละราย

นักกายภาพบำบัดรักษาอาการอะไรได้บ้าง

นักกายภาพบําบัดสามารถช่วยรักษาอาการต่าง ๆ ได้ เช่น อาการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อ ความแข็งเกร็งของข้อต่อ ปัญหาการทรงตัว การเดิน รวมถึงอาการปวดที่เกิดขึ้นจากภาวะหลอดเลือดสมอง การบำบัดจะช่วยให้ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ดีขึ้น

บทความนี้ถูกตรวจทานโดย

หมอขวัญ นพ.ขวัญ ศรีศิลป

ว.51094
MD., Physical Medicine & Rehabilitation (PM&R / Physiatrist)