ADD ANYTHING HERE OR JUST REMOVE IT…

เลือดออกในสมอง หายได้ไหม อาการเลือดคั่งในสมอง และการฟื้นฟู

Share On: Facebook Line
cover_Intracerebral Hemorrhage
Table of Contents

เลือดออกในสมองเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่หลายคนกังวลเกี่ยวกับโอกาสในการฟื้นตัว ซึ่งคำถามที่พบบ่อยที่สุดคือ เลือดออกในสมอง หายได้ไหม ความจริงแล้วโอกาสในการฟื้นตัวขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ตำแหน่งที่เกิดการออกเลือด ปริมาณเลือดที่ออก ความรวดเร็วในการรักษา และสภาพร่างกายโดยรวมของผู้ป่วย ในบทความนี้ เราจะมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับภาวะเลือดออกในสมองอย่างครอบคลุม ตั้งแต่การรู้จักว่าเลือดออกในสมองคืออะไร สาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะนี้ รวมถึงอาการเลือดออกในสมองที่ควรสังเกต เรายังจะพูดถึงกลุ่มเสี่ยงที่ควรระวัง วิธีการรักษาที่มีอยู่ในปัจจุบัน และแนวทางการป้องกันที่สามารถช่วยลดความเสี่ยงได้ ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้คุณเข้าใจถึงแนวทางการรับมือกับภาวะนี้ได้อย่างเหมาะสม

เลือดออกในสมอง คืออะไร

เลือดออกในสมองเป็นภาวะที่หลอดเลือดในสมองฉีกขาดหรือแตก ทำให้เลือดไหลออกมาสะสมในเนื้อสมองหรือรอบๆ สมอง สถานการณ์นี้เกิดขึ้นได้หลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นจากความดันโลหิตสูง หลอดเลือดผิดปกติ หรือการกระแทกอย่างแรง ซึ่งแตกต่างจากโรคหลอดเลือดสมองแบบตีบที่เกิดจากการขาดเลือดไปเลี้ยง

ประเภทของเลือดออกในสมองแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่

  • เลือดออกในเนื้อสมอง (Intracerebral hemorrhage) – เลือดไหลออกภายในเนื้อเยื่อสมองโดยตรง
  • เลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมอง (Subarachnoid hemorrhage) – เลือดออกในช่องว่างระหว่างเยื่อหุ้มสมอง
  • เลือดออกใต้เยื่อแข็ง (Subdural hemorrhage) – มักเกิดจากการกระแทกศีรษะ
  • เลือดออกนอกเยื่อแข็ง (Epidural hemorrhage) – เกิดจากการกระแทกรุนแรง

ความแตกต่างระหว่างเลือดออกในสมองและหลอดเลือดสมองตีบ

โรคหลอดเลือดสมองแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลักที่มีสาเหตุและการรักษาต่างกัน หลายคนมักเข้าใจผิดว่าเป็นอาการเดียวกัน แต่จริงๆ แล้วแตกต่างกันอย่างชัดเจน การเข้าใจความแตกต่างนี้สำคัญมาก เพราะจะช่วยให้เข้าใจว่า เลือดออกในสมอง หายได้ไหม และต้องดูแลอย่างไร

ความแตกต่างสำคัญระหว่างทั้งสองประเภทมีดังนี้

  • เลือดออกในสมอง เกิดจากหลอดเลือดแตกหรือฉีก ทำให้เลือดไหลออกมากดเนื้อสมอง มักเกิดจากความดันสูงหรือหลอดเลือดผิดปกติ
  • หลอดเลือดสมองตีบ เกิดจากการอุดตันของลิ่มเลือดหรือไขมัน ทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอ
  • อาการที่ปรากฏ อาจคล้ายกันคือแขนขาอ่อนแรง พูดไม่ชัด แต่เลือดออกมักมีอาการปวดหัวรุนแรงกว่า
  • การรักษา เลือดออกต้องหยุดเลือดและลดความดัน ส่วนตีบต้องละลายลิ่มเลือดหรือดูดออก

ประเภทของเลือดออกในสมอง

เลือดออกในสมองแบ่งออกเป็นหลายประเภทตามตำแหน่งที่เกิดขึ้น แต่ละประเภทมีความรุนแรงและ เลือดออกในสมอง โอกาสรอด ที่แตกต่างกัน การรู้จักแยกประเภทจะช่วยให้เข้าใจอาการและแนวการรักษาได้ดีขึ้น

ประเภทหลักของเลือดออกในสมองมีดังต่อไปนี้

  • เลือดออกในเนื้อสมอง เกิดจากหลอดเลือดเล็กในสมองแตก มักพบในผู้ป่วยความดันสูง ส่วนใหญ่เกิดที่บริเวณ basal ganglia
  • เลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมอง มักเกิดจากถุงเลือดป่องแตก มีอาการปวดหัวรุนแรงฉับพลัน เสี่ยงต่อการเสียชีวิตสูง
  • เลือดซึมในสมอง เกิดจากการกระแทกศีรษะ เลือดค่อย ๆ สะสมทำให้อาการแสดงช้า
  • เลือดออกนอกเยื่อแข็ง ต้องการการผ่าตัดด่วน เพราะเลือดจะกดทับสมองอย่างรวดเร็ว

เลือดออกในสมอง สาเหตุเกิดจากอะไร

ปัจจัยเสี่ยงหลักที่ทำให้เกิดเลือดออกในสมองมีหลายอย่าง โดยส่วนใหญ่สามารถป้องกันได้หากควบคุมดูแลสุขภาพอย่างเหมาะสม การเข้าใจปัจจัยเหล่านี้จะช่วยตอบคำถามว่า เลือดออกในสมอง หายได้ไหม และต้องดูแลตัวเองอย่างไรในอนาคต

สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญมีดังนี้

  • ความดันโลหิตสูง เป็นสาเหตุใหญ่ที่สุด คิดเป็นร้อยละ 60-70 ของผู้ป่วยเลือดออกในสมอง เพราะความดันสูงทำให้หลอดเลือดเปราะและแตกง่าย
  • ถุงเลือดป่องในสมอง หรือ Aneurysm เกิดจากจุดอ่อนของผนังหลอดเลือด เมื่อถุงแตกจะทำให้เลือดออกรุนแรง
  • หลอดเลือดผิดปกติแต่กำเนิด เช่น AVM หรือการพัวพันของหลอดเลือด ซึ่งมักพบในคนหนุ่มสาว
  • การใช้ยาเจือจางเลือด โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ ทำให้เลือดแข็งตัวช้าและมีเลือดออกได้ง่าย
  • การกระแทกศีรษะ จากอุบัติเหตุหรือการล้ม ทำให้หลอดเลือดในสมองฉีกขาด

ความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้

ความดันโลหิตสูงเป็นสาเหตุหลักที่สำคัญที่สุดของการเกิดเลือดออกในสมอง คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 70% ของผู้ป่วยทั้งหมด เมื่อความดันสูงเรื้อรังและไม่ได้รับการควบคุมที่ดี หลอดเลือดเล็กในสมองจะเริ่มเปราะบางและอ่อนแอลง จนในที่สุดไม่สามารถรับแรงดันได้แล้วจึงแตกหรือฉีกขาด

หลอดเลือดแดงในสมองโป่งพอง

หลอดเลือดแดงในสมองโป่งพอง หรือที่เรียกว่า Aneurysm เป็นอีกสาเหตุสำคัญของเลือดออกในสมอง เกิดจากจุดอ่อนของผนังหลอดเลือดแดงที่พองออกมาเป็นถุงเล็กๆ เหมือนลูกโป่ง เมื่อแรงดันเลือดสูงขึ้น ถุงเลือดป่องนี้อาจแตกได้ทันที

สัญญาณเตือนเลือดออกในสมอง

สัญญาณเตือนที่สำคัญที่ทุกคนควรจำไว้มีดังนี้

  • ปวดหัวรุนแรงฉับพลัน เหมือนถูกค้อนตีที่ศีรษะ บางคนบอกว่าเป็นการปวดหัวที่แย่ที่สุดในชีวิต
  • ใบหน้าเบี้ยวครึ่งซีก มุมปากตก ยิ้มไม่สมส่วน หรือพูดไม่ชัดเจนเหมือนมีลิ้นใหญ่
  • แขนขาอ่อนแรงข้างใดข้างหนึ่ง ยกแขนไม่ขึ้น เดินเซไปด้านใดด้านหนึ่ง หรือล้มง่าย
  • วิธีตรวจง่ายๆ ที่บ้าน ให้ผู้ป่วยยิ้ม พูดประโยคง่ายๆ และยกแขนทั้งสองข้างขึ้น หากทำไม่ได้รีบส่งโรงพยาบาล

หากพบอาการเหล่านี้ ไม่ควรรอดูอาการ หรือหวังว่าจะดีขึ้นเอง เพราะทุกนาทีที่ผ่านไป เซลล์สมองจะตายไปเรื่อยๆ การได้รับการรักษาภายใน 3-6 ชั่วโมงแรก จะช่วยเพิ่ม เลือดออกในสมอง โอกาสรอด และลดความพิการที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างมาก

อาการฉับพลันที่ต้องรีบพบแพทย์

อาการที่เกิดขึ้นฉับพลันและต้องรีบไปโรงพยาบาลทันที คือปวดหัวรุนแรงที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เหมือนถูกฟาดด้วยค้อน หรือใบหน้าเบี้ยวข้างเดียว พูดไม่ชัด และแขนขาอ่อนแรงสิ่งสำคัญคือไม่ควรรอดูอาการ หรือคิดว่าจะดีขึ้นเอง เพราะทุกนาทีที่ล่าช้าจะทำให้เซลล์สมองตายมากขึ้น ทีมแพทย์แนะนำให้ใช้วิธี “BE-FAST” ในการตรวจสอบ ได้แก่ ดูการทรงตัว ตาพร่ามัว ใบหน้าเบี้ยว แขนอ่อนแรง พูดไม่ชัด และเวลาที่ต้องรีบส่งโรงพยาบาล

หากพบ อาการเลือดออกในสมอง ดังกล่าว ต้องโทรเรียกรถพยาบาลหรือพาส่งโรงพยาบาลใหญ่ที่มีแผนกประสาทศัลยกรรมทันที เพราะ เลือดออกในสมอง โอกาสรอด จะสูงขึ้นมากหากได้รับการรักษาภายในช่วงเวลาทอง 6 ชั่วโมงแรก

ใครบ้างที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง

การรู้ว่าตัวเองอยู่ในกลุ่มเสี่ยงหรือไม่ จะช่วยให้เราเตรียมตัวและดูแลสุขภาพได้อย่างเหมาะสม กลุ่มเสี่ยงหลักที่ทีมแพทย์มักพบคือผู้ที่มีความดันโลหิตสูงไม่ได้ควบคุม ผู้สูงอายุ 55 ปีขึ้นไป ผู้ที่สูบบุหรี่เป็นประจำ และผู้ที่มีประวัติ ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง ในครอบครัว สิ่งเหล่านี้สามารถสะสมความเสี่ยงได้ เพราะฉะนั้นการดูแลตนเองจึงเป็นสิ่งสำคัญ

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ควรระวังมีดังนี้

  • ความดันโลหิตสูง เป็นสาเหตุใหญ่ที่สุด โดยเฉพาะที่ควบคุมไม่ได้หรือไม่รู้ตัวว่าเป็น
  • อายุ 55 ปีขึ้นไป เพราะหลอดเลือดเริ่มเปราะและแข็งตัวมากขึ้น
  • สูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์ ทำให้หลอดเลือดแข็งและดันโลหิตสูงขึ้น
  • โรคเบาหวานและไขมันในเลือดสูง ส่งผลต่อสุขภาพหลอดเลือดโดยตรง
  • ประวัติครอบครัว มีญาติใกล้ชิดเป็นโรคหลอดเลือดสมองมาก่อน

การดูแลตัวเองโดยการควบคุมความดันโลหิต ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เลิกบุหรี่ และตรวจสุขภาพประจำปี จะช่วยลด เลือดออกในสมอง โอกาสรอด และป้องกันการเกิดโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ

วิธีการรักษาผู้ป่วยที่มีภาวะเลือดออกในสมอง

การรักษา ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง ที่เกิดจากเลือดออกนั้น แตกต่างจากการรักษาหลอดเลือดสมองตีบอย่างสิ้นเชิง โดยเป้าหมายหลักคือควบคุมไม่ให้เลือดออกเพิ่มมากขึ้น และลดแรงดันในกะโหลกศีรษะที่เพิ่มสูงขึ้น ทีมแพทย์จะเริ่มด้วยการควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เพื่อป้องกันไม่ให้เลือดออกมากขึ้น พร้อมทั้งให้ยาลดแรงดันในสมองและดูแลการหายใจให้เพียงพอ สำหรับรายที่มี เลือดซึมในสมอง หรือลิ่มเลือดขนาดใหญ่ อาจต้องผ่าตัดเพื่อเอาลิ่มเลือดออก

วิธีการรักษาหลักที่แพทย์มักใช้มีดังนี้

  • การควบคุมความดันโลหิต ให้อยู่ใน 140-160 mmHg เพื่อป้องกันเลือดออกเพิ่ม
  • ให้ยาลดแรงดันในสมอง เมื่อมีอาการบวมของเนื้อสมองที่อาจกดทับส่วนอื่น
  • การผ่าตัดระบายเลือดคั่ง ในรายที่มีลิ่มเลือดขนาดใหญ่หรือกดทับสมองส่วนสำคัญ
  • การดูแลระบบหายใจ เพื่อให้ออกซิเจนไปเลี้ยงสมองได้เพียงพอ

วิธีป้องกันภาวะเลือดออกในสมอง

แนวทางป้องกันโรคนี้ไม่ยากเลย เพียงแค่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน โดยเน้นที่การออกกำลังกายสม่ำเสมอ อย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน การกินอาหารที่มีประโยชน์ ลดเค็ม ลดหวาน และเลิกสูบบุหรี่

  • ควบคุมความดันโลหิต ให้อยู่ระดับต่ำกว่า 140/90 mmHg อย่างสม่ำเสมอ
  • ออกกำลังกายเป็นประจำ เดิน วิ่ง หรือว่ายน้ำอย่างต่อเนื่อง
  • เลิกสูบบุหรี่และลดแอลกอฮอล์ เพราะทำให้หลอดเลือดแข็งและเปราะง่าย
  • ควบคุมน้ำหนัก ให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานตามส่วนสูง
  • ตรวจสุขภาพประจำปี เพื่อเฝ้าระวังโรคเบาหวานและไขมันในเลือด

การป้องกันที่ดีจะช่วยลดความเสี่ยงได้มากถึง 70-80 เปอร์เซ็นต์ และหากมีการดูแลสุขภาพที่ดี แม้จะเกิดภาวะนี้ขึ้น เลือดออกในสมอง โอกาสรอด และฟื้นตัวก็จะดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

สรุป เลือดออกในสมอง หายได้ไหม

เลือดออกในสมอง หายได้ไหม คำตอบคือ หายได้ หากได้รับการดูแลที่ถูกต้องและเริ่มต้นการฟื้นฟูอย่างเหมาะสม การฟื้นตัวขึ้นอยู่กับความรุนแรง ตำแหน่งที่เกิดเหตุ และความเร็วในการรักษา ซึ่งปัจจัยสำคัญที่สุดคือการได้รับการฟื้นฟู เลือดออกในสมองที่มีประสิทธิภาพและต่อเนื่อง

ศูนย์ WALK WELL เป็นศูนย์ฟื้นฟูผู้ป่วยหลอดเลือดสมองโดยอายุรแพทย์ระบบประสาทและแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูที่มีประสบการณ์ มีโปรแกรมกายภาพบำบัดที่สามารถปรับตามได้ในแต่ละบุคคล พร้อมติดตามผลต่อเนื่อง หากคุณหรือคนในครอบครัวต้องการความช่วยเหลือด้านการฟื้นฟูหลังเลือดออกในสมอง สามารถติดต่อศูนย์ WALK WELL เพื่อรับการประเมินและวางแผนการฟื้นฟูที่เหมาะสมได้

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ เลือดออกในสมอง หายได้ไหม

เลือดออกในสมอง หายเองได้ไหม

เลือดออกในสมอง ไม่สามารถหายเองได้ในทุกกรณี ขึ้นอยู่กับความรุนแรงและตำแหน่งที่เกิดการเลือดออก เลือดคั่งขนาดเล็กอาจถูกดูดซึมโดยร่างกายเอง แต่การเลือดออกรุนแรงต้องได้รับการรักษาทางการแพทย์อย่างเร่งด่วน การไปพบแพทย์ทันทีจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

เลือดออกในสมอง มีอาการอย่างไรบ้าง

อาการเลือดออกในสมอง ที่พบบ่อย ได้แก่ ปวดหัวรุนแรงเฉียบพลัน คลื่นไส้อาเจียน ชาครึ่งซีก พูดไม่ชัด สับสน หรือหมดสติ อาการจะแสดงออกอย่างรวดเร็วและรุนแรง หากพบอาการเลือดคั่งในสมอง เหล่านี้ ต้องรีบส่งโรงพยาบาลทันที

เลือดออกในสมอง รักษายังไง

การรักษาเลือดออกในสมอง แบ่งเป็น 2 วิธี คือ การรักษาแบบไม่ผ่าตัดและการผ่าตัด เลือดออกในสมอง ไม่ผ่าตัด เหมาะกับผู้ป่วยที่มีการเลือดออกไม่มาก ใช้การควบคุมความดันโลหิต ลดการบวม และเฝ้าระวังอาการ ส่วนการผ่าตัดจำเป็นเมื่อมีการกดทับโครงสร้างสมองอย่างรุนแรง

เลือดออกในสมอง มีโอกาสรอดไหม

เลือดออกในสมอง โอกาสรอด ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ขนาดและตำแหน่งของการเลือดออก อายุของผู้ป่วย และความรวดเร็วในการรักษา ถ้าได้รับการรักษาทันทีและเหมาะสม ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง มีโอกาสรอดชีวิตและฟื้นฟูได้ดี การดูแลในระยะเฉียบพลันและการฟื้นฟูต่อเนื่องมีบทบาทสำคัญมาก

การฟื้นฟูเลือดออกในสมองเริ่มจากอะไรบ้าง

การฟื้นฟู เลือดออกในสมอง เริ่มต้นจากการประเมินสภาพผู้ป่วยอย่างละเอียด จากนั้นจะมีโปรแกรมกายภาพบำบัด การบำบัดการพูด และกิจกรรมบำบัด ที่ WALK WELL เรามีทีมแพทย์และนักกายภาพบำบัดชำนาญการ ที่สร้างโปรแกรมฟื้นฟูเฉพาะบุคคล เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

บทความนี้ถูกตรวจทานโดย

หมอขวัญ นพ.ขวัญ ศรีศิลป

ว.51094
MD., Physical Medicine & Rehabilitation (PM&R / Physiatrist)