อาการชาครึ่งซีกเป็นปัญหาทางระบบประสาทที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะในผู้ป่วยหลอดเลือดสมอง การสูญเสียความรู้สึกหรือความสามารถในการเคลื่อนไหวเพียงข้างเดียวของร่างกายสามารถส่งผลกระทบอย่างมากต่อคุณภาพชีวิตประจำวัน ทั้งการทำกิจวัตรพื้นฐาน การเดิน การใช้มือ และการรักษาสมดุลของร่างกาย ในบทความนี้เราจะมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับอาการชาครึ่งซีกอย่างครบถ้วน ตั้งแต่นิยามและลักษณะอาการ ความเชื่อมโยงระหว่างชาซีกซ้ายและชาซีกขวากับโรคหลอดเลือดสมอง สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดอาการดังกล่าว รายละเอียดของอาการในแต่ละตำแหน่งและสิ่งที่อาการเหล่านั้นบ่งบอก รวมไปถึงแนวทางการรักษาและการฟื้นฟูที่หลากหลายซึ่งสามารถช่วยผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ การเข้าใจอาการอ่อนแรงครึ่งซีกและแนวทางการจัดการที่เหมาะสมจะช่วยให้ผู้ป่วยและครอบครัวสามารถวางแผนการดูแลรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเพิ่มโอกาสในการฟื้นฟูสู่สภาพที่ดีขึ้น
ชาครึ่งซีกคืออะไร

อาการชาครึ่งซีกเป็นภาวะที่ผู้ป่วยมีอาการชาหรือรู้สึกไม่ค่อยมีความรู้สึกที่แขน ขา หรือใบหน้าในด้านใดด้านหนึ่งของร่างกาย ซึ่งส่วนใหญ่มักเกิดจากการที่เส้นเลือดสมองมีปัญหา ทำให้บริเวณสมองที่ควบคุมการรับรู้ความรู้สึกได้รับผลกระทบ
อาการนี้อาจเกิดเป็นชาซีกซ้ายหรือชาซีกขวาขึ้นอยู่กับตำแหน่งของสมองที่ได้รับความเสียหาย โดยการรักษาและการฟื้นฟูจะช่วยให้ผู้ป่วยสามารถปรับตัวและใช้ชีวิตได้ดีขึ้น หากผู้ป่วยและครอบครัวเข้าใจลักษณะของอาการและได้รับการดูแลที่เหมาะสม
ภาวะอ่อนแรงครึ่งซีกมักจะมาพร้อมกับอาการชา ทำให้ผู้ป่วยมีปัญหาในการใช้ชีวิตประจำวันมากขึ้น การเข้าใจถึงความแตกต่างระหว่างอาการชาและอาการอ่อนแรงจะช่วยให้การดูแลมีประสิทธิภาพและตรงจุดมากยิ่งขึ้น
ความแตกต่างระหว่างอ่อนแรงและชาครึ่งซีก
หลายครั้งที่ผู้ป่วยและญาติมักเข้าใจผิดว่าชาครึ่งซีกกับอ่อนแรงครึ่งซีกเป็นอาการเดียวกัน แต่ที่จริงแล้วทั้งสองมีความแตกต่างที่สำคัญ โดยอาการชาเกี่ยวข้องกับการรับความรู้สึก ขณะที่อาการอ่อนแรงเกี่ยวกับความสามารถในการใช้กำลัง
ความแตกต่างหลักที่ควรทำความเข้าใจมีดังนี้
- ชาครึ่งซีก ผู้ป่วยรู้สึกชา สัมผัสไม่รู้ว่าถูกสิ่งของหรือมีคนแตะต้อง แต่ยังเคลื่อนไหวได้
- อ่อนแรงครึ่งซีก ผู้ป่วยยังรู้สึกได้ปกติ แต่ไม่สามารถใช้แรงหรือขยับแขนขาได้เต็มที่
- ทั้งสองอาการร่วม บางรายอาจมีทั้งชาและอ่อนแรงไปพร้อมกัน ทำให้ปัญหาซับซ้อนขึ้น
การแยกแยะอาการเหล่านี้จะช่วยให้สามารถวางแผนการรักษาและฟื้นฟูได้อย่างเหมาะสม เพราะวิธีการดูแลและการบำบัดสำหรับแต่ละอาการจะต่างกัน การสังเกตอาการอย่างละเอียดและรายงานให้แพทย์ทราบจะช่วยให้การรักษามีประสิทธิภาพมากขึ้น
ระดับความรุนแรงของการชาครึ่งซีก

ภาวะชาครึ่งซีกมีระดับความรุนแรงที่แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับขนาดและตำแหน่งของเส้นเลือดสมองที่ได้รับผลกระทบ การเข้าใจระดับความรุนแรงจะช่วยให้ผู้ป่วยและครอบครัววางแผนการดูแลได้อย่างเหมาะสม
ระดับความรุนแรงของอาการชาแบ่งออกได้เป็นชั้น ๆ ดังนี้
- ระดับเล็กน้อย รู้สึกชาเบา ๆ ยังสัมผัสได้แต่ไม่ชัดเจนเหมือนก่อน
- ระดับปานกลาง ชาเด่นชัด สัมผัสได้น้อย อาจไม่รู้ว่าได้รับบาดเจ็บเล็ก ๆ น้อย ๆ
- ระดับรุนแรง ชาสนิท ไม่รู้สึกอะไรเลยแม้ถูกสิ่งของแตะต้อง
ผู้ป่วยที่มีอาการชาระดับเล็กน้อยมักจะฟื้นตัวได้ดีกว่าและใช้เวลาในการปรับตัวน้อยกว่า ในขณะที่ผู้ป่วยระดับรุนแรงอาจต้องใช้เวลานานกว่าในการฟื้นฟูและอาจต้องพึ่งพาอุปกรณ์ช่วยเหลือในการทำกิจกรรมประจำวัน การประเมินระดับความรุนแรงจะช่วยให้แพทย์กำหนดแผนการรักษาที่เหมาะสม
ชาซีกซ้าย–ชาซีกขวาเกี่ยวข้องกับโรคหลอดเลือดสมองไหม
คำตอบที่ชัดเจนคือชาซีกซ้ายและชาซีกขวามีความเกี่ยวข้องอย่างมากกับโรคหลอดเลือดสมอง เป็นหนึ่งในอาการหลักที่พบได้บ่อย เมื่อเส้นเลือดสมองบริเวณที่ควบคุมการรับความรู้สึกได้รับความเสียหาย ผู้ป่วยจะเกิดชาครึ่งซีกในด้านตรงข้ามกับสมองส่วนที่เสียหาย
โรคหลอดเลือดสมองสามารถเกิดขึ้นได้ 2 รูปแบบหลัก ทั้งจากเลือดออกในสมองและหลอดเลือดสมองตีบ ไม่ว่าจะเป็นสาเหตุแบบไหนก็ตาม ถ้าบริเวณสมองที่ควบคุมการรับความรู้สึกได้รับผลกระทบ ผู้ป่วยจะเกิดอาการชาทันที การสังเกตอาการชาครึ่งซีกจึงเป็นสัญญาณสำคัญที่บอกว่าอาจกำลังเกิดโรคหลอดเลือดสมองขึ้น
สิ่งที่ควรทราบคือการรักษาโรคหลอดเลือดสมองที่รวดเร็วจะช่วยลดความรุนแรงของอาการชาได้ หากสามารถรีบพาผู้ป่วยไปโรงพยาบาลใน 4.5 ชั่วโมงแรกหลังเกิดอาการ โอกาสในการฟื้นฟูและลดอาการเสียหายถาวรจะสูงขึ้นมาก ดังนั้นการรับรู้อาการชาครึ่งซีกในระยะแรกจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง
ผลกระทบจากหลอดเลือดสมองแตกหรือตีบ
เมื่อหลอดเลือดสมองแตกหรือตีบ ผลกระทบที่เกิดขึ้นจะขึ้นอยู่กับตำแหน่งและขนาดของความเสียหาย หากเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงสมองบริเวณที่ควบคุมการรับความรู้สึกได้รับผลกระทบ ผู้ป่วยจะเกิดชาครึ่งซีกทันที นอกจากนี้อาจมีอาการร่วมอื่น ๆ เช่น อ่อนแรงครึ่งซีก ใบหน้าเบี้ยว หรือปัญหาการพูดไปด้วย
ความรุนแรงของผลกระทบจะแตกต่างกันไปในแต่ละราย ขึ้นอยู่กับการที่เลือดไปเลี้ยงสมองถูกขัดขวางมากน้อยแค่ไหนและเป็นเวลานานเท่าใด ยิ่งได้รับการรักษาเร็วเท่าใด โอกาสที่จะฟื้นตัวได้ดีก็จะยิ่งสูงขึ้น การรับรู้สัญญาณเตือนและรีบมาโรงพยาบาลทันทีจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะส่งผลต่อการฟื้นฟูในระยะยาว
บริเวณสมองที่เสียหายกับอาการชาครึ่งซีก
สมองมีการทำงานแบบไขว้ข้าง กล่าวคือสมองซีกขวาจะควบคุมแขนขาซีกซ้าย และสมองซีกซ้ายจะควบคุมแขนขาซีกขวา เมื่อเส้นเลือดสมองซีกใดซีกหนึ่งได้รับความเสียหาย ผู้ป่วยจะเกิดชาครึ่งซีกในด้านตรงข้าม
บริเวณที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการรับความรู้สึกคือ บริเวณ Parietal Lobe หรือกลีบข้างขม่อม และเส้นเลือด Middle Cerebral Artery หากบริเวณนี้ได้รับความเสียหาย ผู้ป่วยอาจมีอาการชาตั้งแต่เล็กน้อยจนถึงรุนแรง ขึ้นอยู่กับขนาดความเสียหาย การทราบข้อมูลนี้จะช่วยให้เข้าใจเหตุผลที่ อาการอ่อนแรงครึ่งซีกมักพบร่วมกับอาการชา เพราะบริเวณสมองที่ควบคุมทั้งสองหน้าที่อยู่ใกล้กัน
ในกรณีที่เส้นเลือดขนาดเล็กได้รับผลกระทบ อาการอาจไม่รุนแรงมาก แต่ถ้าเป็นเส้นเลือดใหญ่ อาการจะเด่นชัดและอาจส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันอย่างมีนัยสำคัญ การประเมินความเสียหายจากภาพถ่าย CT หรือ MRI จะช่วยแพทย์วางแผนการรักษาและคาดการณ์ผลการฟื้นฟูได้ดีขึ้น
สาเหตุหลักของอาการชาครึ่งซีก

อาการชาครึ่งซีกเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ แต่สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดคือโรคหลอดเลือดสมอง ไม่ว่าจะเป็นเลือดออกในสมองหรือหลอดเลือดสมองตีบ เมื่อเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงสมองส่วนที่ควบคุมการรับความรู้สึกได้รับผลกระทบ ผู้ป่วยจะเกิดอาการชาในด้านตรงข้ามทันที
สาเหตุที่สำคัญที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยมีดังนี้
- หลอดเลือดสมองตีบ จากการสะสมของคอเลสเตอรอลหรือลิ่มเลือดที่ไปอุดตัน
- หลอดเลือดสมองแตก เกิดจากความดันโลหิตสูงหรือหลอดเลือดบาง
- เนื้องอกในสมอง ที่กดทับบริเวณควบคุมการรับความรู้สึก
- การติดเชื้อในสมอง หรือการอักเสบของระบบประสาท
นอกจากนี้ยังมีสาเหตุอื่น ๆ เช่น บาดเจ็บที่ศีรษะ ความผิดปกติทางพันธุกรรม หรือผลข้างเคียงจากยาบางชนิด แต่สาเหตุเหล่านี้พบได้น้อยกว่า การรู้จักสาเหตุจะช่วยให้การป้องกันและรักษามีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะการควบคุมปัจจัยเสี่ยงอย่างความดันโลหิตสูงและไขมันในเลือดสูง
ปัญหาระบบประสาทส่วนกลาง
ระบบประสาทส่วนกลาง ซึ่งประกอบด้วยสมองและไขสันหลัง เป็นศูนย์กลางของการควบคุมการรับความรู้สึกทั้งหมด เมื่อเกิดปัญหาในระบบนี้ ผู้ป่วยมักจะเกิดชาครึ่งซีกเป็นหนึ่งในอาการที่พบได้บ่อย
ความผิดปกติต่าง ๆ ของระบบประสาทส่วนกลางสามารถส่งผลให้เกิดอาการชาได้หลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่ปัญหาที่ไขสันหลังจากการบาดเจ็บ ไปจนถึงเนื้องอกในสมองที่กดทับเส้นประสาท การวินิจฉัยที่ถูกต้องจึงมีความสำคัญอย่างมาก เพราะแต่ละสาเหตุจะมีแนวทางการรักษาที่แตกต่างกัน ยิ่งได้รับการดูแลเร็วเท่าใด โอกาสในการฟื้นฟูก็จะยิ่งดีขึ้น
โรคอื่น ๆ ที่ทำให้เกิดอาการชาครึ่งซีก
นอกจากโรคหลอดเลือดสมองแล้ว ยังมีโรคอื่น ๆ ที่สามารถทำให้เกิดชาครึ่งซีกได้ โรคเบาหวานที่ควบคุมไม่ดีอาจทำให้เกิดปัญหาเส้นประสาทส่วนปลาย ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดอาการชาในแขนขา นอกจากนี้โรคไตเรื้อรัง โรคตับ และโรคเลือดบางชนิดก็อาจมีอาการชาซีกขวาหรือชาซีกซ้ายร่วมด้วย
การติดเชื้อในระบบประสาท เช่น เยื่อหุ้มสมองอักเสบ หรือการอักเสบของเส้นประสาทจากไวรัส ก็สามารถทำให้เกิดอาการชาได้เช่นกัน โรคประจำตัวอย่างความดันโลหิตสูงและไขมันในเลือดสูงที่ไม่ได้รับการรักษา อาจส่งผลต่อการไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงเส้นประสาท ทำให้เกิดอาการชาค่อย ๆ เป็น การตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียดจึงมีความสำคัญเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง
อาการชาแต่ละตำแหน่งบอกอะไร

การสังเกตตำแหน่งที่เกิดชาครึ่งซีกสามารถช่วยแพทย์วินิจฉัยสาเหตุและความรุนแรงของปัญหาได้ หากเป็นชาซีกซ้ายแสดงว่าสมองซีกขวาได้รับผลกระทบ ซึ่งอาจส่งผลต่อการมองเห็น การคิดเชิงพื้นที่ หรือการรับรู้ด้านอื่น ๆ ด้วย ในขณะที่ชาซีกขวามักเกี่ยวข้องกับปัญหาที่สมองซีกซ้าย ซึ่งอาจมีอาการพูดไม่ชัดหรือเข้าใจภาษาลำบากร่วมด้วย
นอกจากการแบ่งตามซีกของร่างกายแล้ว ยังสังเกตได้อีกว่าอาการชาเริ่มจากส่วนใดก่อน เช่น ชาที่ใบหน้าก่อนแล้วลามไปที่แขน หรือชาที่ปลายมือและเท้าก่อน ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยแพทย์เข้าใจถึงขนาดและตำแหน่งของความเสียหายในสมอง รวมถึงการคาดการณ์การฟื้นตัวและวางแผนการรักษาที่เหมาะสม การบันทึกอาการอย่างละเอียดตั้งแต่วันแรกจึงมีความสำคัญมาก
ความรุนแรงของอาการชาก็เป็นข้อมูลสำคัญเช่นกัน บางรายอาจรู้สึกชาเล็กน้อยหรือเหมือนมีเข็มแทง ในขณะที่บางรายอาจไม่รู้สึกอะไรเลยเมื่อถูกสัมผัส การประเมินระดับความรู้สึกนี้จะช่วยกำหนดเป้าหมายการฟื้นฟูและติดตามความคืบหน้าของการรักษาได้อย่างแม่นยำ
อาการชาแขนและขาฝั่งเดียวกัน
เมื่อเกิดอาการชาครึ่งซีกผู้ป่วยมักพบว่าทั้งแขนและขาในฝั่งเดียวกันมีอาการชาพร้อมกัน ลักษณะนี้เกิดจากการที่เส้นประสาทที่ไปเลี้ยงแขนและขาผ่านบริเวณเดียวกันในสมอง เมื่อบริเวณนั้นได้รับความเสียหาย ทั้งแขนและขาจึงได้รับผลกระทบไปด้วย
อาการนี้มักจะมาพร้อมกับอ่อนแรงครึ่งซีก ทำให้ผู้ป่วยไม่เพียงแต่รู้สึกชา แต่ยังขยับแขนขาได้ลำบากด้วย การสังเกตว่าอาการชาเริ่มจากส่วนใดก่อน เช่น ปลายมือหรือปลายเท้า และลามไปทั่วแขนขาหรือไม่ จะช่วยให้ประเมินความรุนแรงและวางแผนการฟื้นฟูได้อย่างเหมาะสม
อาการชาใบหน้าร่วมกับครึ่งซีก
อาการชาครึ่งซีกบางครั้งอาจมาพร้อมกับการชาที่ใบหน้าด้านเดียวกันด้วย ผู้ป่วยจะรู้สึกว่าแก้ม ริมฝีปาก หรือบริเวณรอบตาด้านหนึ่งมีความรู้สึกผิดปกติ อาจรู้สึกชาหรือเหมือนมีอะไรคลุมหน้า อาการนี้แสดงให้เห็นว่าความเสียหายในสมองมีผลกระทบต่อเส้นประสาทที่ควบคุมการรับความรู้สึกของใบหน้าด้วย
การมีอาการชาที่ใบหน้าร่วมด้วยนี้มักบ่งบอกถึงความรุนแรงของปัญหาที่มากขึ้น และอาจส่งผลต่อการกิน การดื่ม หรือการพูดของผู้ป่วย จึงต้องให้ความใส่ใจเป็นพิเศษในการติดตามอาการเหล่านี้ เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจตามมา เช่น การสำลักหรือการกลืนลำบาก ซึ่งอาจเป็นอันตรายได้
วิธีรักษาอาการชาครึ่งซีก

การรักษาอาการชาครึ่งซีกขึ้นอยู่กับสาเหตุที่แท้จริงของอาการ หากเกิดจากโรคหลอดเลือดสมอง การรักษาเร่งด่วนในระยะแรกจะช่วยลดความเสียหายต่อสมองและเพิ่มโอกาสในการฟื้นตัว ซึ่งช่วงทองคำ 4.5 ชั่วโมง แรกหลังเกิดอาการถือว่ามีความสำคัญมากที่สุด
แนวทางการรักษาหลักที่มักใช้ ประกอบด้วยการฟื้นฟูด้วยกายภาพบำบัดและกิจกรรมบำบัด การใช้ยาควบคุมโรคประจำตัว และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต การรักษาแบบบูรณาการนี้ช่วยให้ผู้ป่วยมีโอกาสฟื้นฟูทั้งความรู้สึกและการเคลื่อนไหว โดยเฉพาะในรายอ่อนแรงครึ่งซีกที่มักมีอาการร่วมกัน
การติดตามและประเมินอาการอย่างต่อเนื่องจึงจำเป็นมาก เพราะการฟื้นตัวของแต่ละคนจะแตกต่างกันไป บางรายอาจฟื้นตัวได้ดีภายในสัปดาห์แรก ในขณะที่บางรายอาจใช้เวลาหลายเดือน ความอดทนและการมีส่วนร่วมของครอบครัวก็มีบทบาทสำคัญในการช่วยให้การรักษาประสบความสำเร็จ
สรุป
ภาวะชาครึ่งซีกเป็นอาการที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตอย่างมีนัยสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นชาซีกซ้ายหรือชาซีกขวา ซึ่งมักเกี่ยวข้องกับโรคหลอดเลือดสมองมากถึงร้อยละ 80 ของผู้ป่วย การได้รับการดูแลที่ถูกต้องและทันท่วงทีจะช่วยให้ผู้ป่วยมีโอกาสฟื้นฟูได้ดี โดยเฉพาะการรักษาแบบบูรณาการที่ผสมผสานกายภาพบำบัดและกิจกรรมบำบัดอย่างเป็นระบบ
WALK WELL ศูนย์ฟื้นฟูผู้ป่วยหลอดเลือดสมอง มีทีมอายุรแพทย์ระบบประสาทและแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูที่ชำนาญการ พร้อมโปรแกรมกายภาพบำบัดที่ปรับได้ตามความต้องการเฉพาะของผู้ป่วยแต่ละราย และมีการติดตามผลการรักษาอย่างต่อเนื่อง หากคุณหรือคนในครอบครัวมีปัญหาอ่อนแรงครึ่งซีกหรืออาการชาหลังเป็นโรคหลอดเลือดสมอง สามารถปรึกษาทีมผู้ชำนาญการของเราได้
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับชาครึ่งซีก
ชาครึ่งซีกอันตรายไหม
ชาครึ่งซีกเป็นอาการที่ต้องได้รับการประเมินอย่างรวดเร็ว เพราะอาจเป็นสัญญาณของภาวะหลอดเลือดสมองตีบหรือแตก การเสียเวลาอาจส่งผลต่อการฟื้นฟูในระยะยาว ดังนั้นหากพบอาการอ่อนแรงครึ่งซีกควรรีบพบแพทย์ทันที
ชาครึ่งซีกเป็นอาการที่ต้องได้รับการประเมินอย่างรวดเร็ว เพราะอาจเป็นสัญญาณของภาวะหลอดเลือดสมองตีบหรือแตก การเสียเวลาอาจส่งผลต่อการฟื้นฟูในระยะยาว ดังนั้นหากพบอาการอ่อนแรงครึ่งซีกควรรีบพบแพทย์ทันที
อาการชาครึ่งซีกแบบไหนที่ควรสงสัยว่าเป็น Stroke
อาการชาซีกซ้ายหรือชาซีกขวาที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน ร่วมกับใบหน้าเบี้ยว พูดไม่ชัด หรือสับสน ถือเป็นสัญญาณเตือนภัยของโรคหลอดเลือดสมอง ยิ่งอาการรุนแรงและเกิดเร็ว ยิ่งต้องระวังมากขึ้น
อาการชาซีกซ้ายหรือชาซีกขวาที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน ร่วมกับใบหน้าเบี้ยว พูดไม่ชัด หรือสับสน ถือเป็นสัญญาณเตือนภัยของโรคหลอดเลือดสมอง ยิ่งอาการรุนแรงและเกิดเร็ว ยิ่งต้องระวังมากขึ้น
อาการชาครึ่งซีกหายเองได้ไหม
อาการชาครึ่งซีกบางรายอาจดีขึ้นเองได้ หากเกิดจากการไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอชั่วคราว แต่ไม่ควรปล่อยไว้ เพราะอาจกลับมาอีกหรือเป็นสัญญาณเตือนของปัญหาที่ใหญ่กว่า
อาการชาครึ่งซีกบางรายอาจดีขึ้นเองได้ หากเกิดจากการไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอชั่วคราว แต่ไม่ควรปล่อยไว้ เพราะอาจกลับมาอีกหรือเป็นสัญญาณเตือนของปัญหาที่ใหญ่กว่า
ชาครึ่งซีกแล้วอาการหายเอง ยังต้องพบแพทย์อยู่ไหม
แม้อาการอ่อนแรงครึ่งซีกจะดีขึ้นเองแล้ว ยังคงต้องพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุและป้องกันการกลับมาของอาการ การตรวจสุขภาพหลอดเลือด การทำ CT สมอง และการวางแผนการรักษาจะช่วยลดความเสี่ยงในอนาคต
แม้อาการอ่อนแรงครึ่งซีกจะดีขึ้นเองแล้ว ยังคงต้องพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุและป้องกันการกลับมาของอาการ การตรวจสุขภาพหลอดเลือด การทำ CT สมอง และการวางแผนการรักษาจะช่วยลดความเสี่ยงในอนาคต
ปรับพฤติกรรมอย่างไร เพื่อลดอาการชาครึ่งซีก
การควบคุมความดันโลหิต ระดับน้ำตาลในเลือด และคอเลสเตอรอล เป็นสิ่งสำคัญ รวมถึงการออกกำลังกายสม่ำเสมอ เลิกสูบบุหรี่ และรับประทานอาหารที่มีไขมันต่ำ หากมีประวัติชาซีกซ้ายหรือชาซีกขวาการฟื้นฟูกายภาพบำบัดจะช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ
การควบคุมความดันโลหิต ระดับน้ำตาลในเลือด และคอเลสเตอรอล เป็นสิ่งสำคัญ รวมถึงการออกกำลังกายสม่ำเสมอ เลิกสูบบุหรี่ และรับประทานอาหารที่มีไขมันต่ำ หากมีประวัติชาซีกซ้ายหรือชาซีกขวาการฟื้นฟูกายภาพบำบัดจะช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ