ADD ANYTHING HERE OR JUST REMOVE IT…

ชาครึ่งซีก สาเหตุและความเชื่อมโยงกับโรคหลอดเลือดสมอง

Share On: Facebook Line
Table of Contents

อาการชาครึ่งซีกเป็นปัญหาทางระบบประสาทที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะในผู้ป่วยหลอดเลือดสมอง การสูญเสียความรู้สึกหรือความสามารถในการเคลื่อนไหวเพียงข้างเดียวของร่างกายสามารถส่งผลกระทบอย่างมากต่อคุณภาพชีวิตประจำวัน ทั้งการทำกิจวัตรพื้นฐาน การเดิน การใช้มือ และการรักษาสมดุลของร่างกาย ในบทความนี้เราจะมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับอาการชาครึ่งซีกอย่างครบถ้วน ตั้งแต่นิยามและลักษณะอาการ ความเชื่อมโยงระหว่างชาซีกซ้ายและชาซีกขวากับโรคหลอดเลือดสมอง สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดอาการดังกล่าว รายละเอียดของอาการในแต่ละตำแหน่งและสิ่งที่อาการเหล่านั้นบ่งบอก รวมไปถึงแนวทางการรักษาและการฟื้นฟูที่หลากหลายซึ่งสามารถช่วยผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ การเข้าใจอาการอ่อนแรงครึ่งซีกและแนวทางการจัดการที่เหมาะสมจะช่วยให้ผู้ป่วยและครอบครัวสามารถวางแผนการดูแลรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเพิ่มโอกาสในการฟื้นฟูสู่สภาพที่ดีขึ้น

ชาครึ่งซีกคืออะไร

อาการชาครึ่งซีกเป็นภาวะที่ผู้ป่วยมีอาการชาหรือรู้สึกไม่ค่อยมีความรู้สึกที่แขน ขา หรือใบหน้าในด้านใดด้านหนึ่งของร่างกาย ซึ่งส่วนใหญ่มักเกิดจากการที่เส้นเลือดสมองมีปัญหา ทำให้บริเวณสมองที่ควบคุมการรับรู้ความรู้สึกได้รับผลกระทบ

อาการนี้อาจเกิดเป็นชาซีกซ้ายหรือชาซีกขวาขึ้นอยู่กับตำแหน่งของสมองที่ได้รับความเสียหาย โดยการรักษาและการฟื้นฟูจะช่วยให้ผู้ป่วยสามารถปรับตัวและใช้ชีวิตได้ดีขึ้น หากผู้ป่วยและครอบครัวเข้าใจลักษณะของอาการและได้รับการดูแลที่เหมาะสม

ภาวะอ่อนแรงครึ่งซีกมักจะมาพร้อมกับอาการชา ทำให้ผู้ป่วยมีปัญหาในการใช้ชีวิตประจำวันมากขึ้น การเข้าใจถึงความแตกต่างระหว่างอาการชาและอาการอ่อนแรงจะช่วยให้การดูแลมีประสิทธิภาพและตรงจุดมากยิ่งขึ้น

ความแตกต่างระหว่างอ่อนแรงและชาครึ่งซีก

หลายครั้งที่ผู้ป่วยและญาติมักเข้าใจผิดว่าชาครึ่งซีกกับอ่อนแรงครึ่งซีกเป็นอาการเดียวกัน แต่ที่จริงแล้วทั้งสองมีความแตกต่างที่สำคัญ โดยอาการชาเกี่ยวข้องกับการรับความรู้สึก ขณะที่อาการอ่อนแรงเกี่ยวกับความสามารถในการใช้กำลัง

ความแตกต่างหลักที่ควรทำความเข้าใจมีดังนี้

  • ชาครึ่งซีก ผู้ป่วยรู้สึกชา สัมผัสไม่รู้ว่าถูกสิ่งของหรือมีคนแตะต้อง แต่ยังเคลื่อนไหวได้
  • อ่อนแรงครึ่งซีก ผู้ป่วยยังรู้สึกได้ปกติ แต่ไม่สามารถใช้แรงหรือขยับแขนขาได้เต็มที่
  • ทั้งสองอาการร่วม บางรายอาจมีทั้งชาและอ่อนแรงไปพร้อมกัน ทำให้ปัญหาซับซ้อนขึ้น

การแยกแยะอาการเหล่านี้จะช่วยให้สามารถวางแผนการรักษาและฟื้นฟูได้อย่างเหมาะสม เพราะวิธีการดูแลและการบำบัดสำหรับแต่ละอาการจะต่างกัน การสังเกตอาการอย่างละเอียดและรายงานให้แพทย์ทราบจะช่วยให้การรักษามีประสิทธิภาพมากขึ้น

ระดับความรุนแรงของการชาครึ่งซีก

ภาวะชาครึ่งซีกมีระดับความรุนแรงที่แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับขนาดและตำแหน่งของเส้นเลือดสมองที่ได้รับผลกระทบ การเข้าใจระดับความรุนแรงจะช่วยให้ผู้ป่วยและครอบครัววางแผนการดูแลได้อย่างเหมาะสม

ระดับความรุนแรงของอาการชาแบ่งออกได้เป็นชั้น ๆ ดังนี้

  • ระดับเล็กน้อย รู้สึกชาเบา ๆ ยังสัมผัสได้แต่ไม่ชัดเจนเหมือนก่อน
  • ระดับปานกลาง ชาเด่นชัด สัมผัสได้น้อย อาจไม่รู้ว่าได้รับบาดเจ็บเล็ก ๆ น้อย ๆ
  • ระดับรุนแรง ชาสนิท ไม่รู้สึกอะไรเลยแม้ถูกสิ่งของแตะต้อง

ผู้ป่วยที่มีอาการชาระดับเล็กน้อยมักจะฟื้นตัวได้ดีกว่าและใช้เวลาในการปรับตัวน้อยกว่า ในขณะที่ผู้ป่วยระดับรุนแรงอาจต้องใช้เวลานานกว่าในการฟื้นฟูและอาจต้องพึ่งพาอุปกรณ์ช่วยเหลือในการทำกิจกรรมประจำวัน การประเมินระดับความรุนแรงจะช่วยให้แพทย์กำหนดแผนการรักษาที่เหมาะสม

ชาซีกซ้าย–ชาซีกขวาเกี่ยวข้องกับโรคหลอดเลือดสมองไหม

คำตอบที่ชัดเจนคือชาซีกซ้ายและชาซีกขวามีความเกี่ยวข้องอย่างมากกับโรคหลอดเลือดสมอง เป็นหนึ่งในอาการหลักที่พบได้บ่อย เมื่อเส้นเลือดสมองบริเวณที่ควบคุมการรับความรู้สึกได้รับความเสียหาย ผู้ป่วยจะเกิดชาครึ่งซีกในด้านตรงข้ามกับสมองส่วนที่เสียหาย

โรคหลอดเลือดสมองสามารถเกิดขึ้นได้ 2 รูปแบบหลัก ทั้งจากเลือดออกในสมองและหลอดเลือดสมองตีบ ไม่ว่าจะเป็นสาเหตุแบบไหนก็ตาม ถ้าบริเวณสมองที่ควบคุมการรับความรู้สึกได้รับผลกระทบ ผู้ป่วยจะเกิดอาการชาทันที การสังเกตอาการชาครึ่งซีกจึงเป็นสัญญาณสำคัญที่บอกว่าอาจกำลังเกิดโรคหลอดเลือดสมองขึ้น

สิ่งที่ควรทราบคือการรักษาโรคหลอดเลือดสมองที่รวดเร็วจะช่วยลดความรุนแรงของอาการชาได้ หากสามารถรีบพาผู้ป่วยไปโรงพยาบาลใน 4.5 ชั่วโมงแรกหลังเกิดอาการ โอกาสในการฟื้นฟูและลดอาการเสียหายถาวรจะสูงขึ้นมาก ดังนั้นการรับรู้อาการชาครึ่งซีกในระยะแรกจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

ผลกระทบจากหลอดเลือดสมองแตกหรือตีบ

เมื่อหลอดเลือดสมองแตกหรือตีบ ผลกระทบที่เกิดขึ้นจะขึ้นอยู่กับตำแหน่งและขนาดของความเสียหาย หากเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงสมองบริเวณที่ควบคุมการรับความรู้สึกได้รับผลกระทบ ผู้ป่วยจะเกิดชาครึ่งซีกทันที นอกจากนี้อาจมีอาการร่วมอื่น ๆ เช่น อ่อนแรงครึ่งซีก ใบหน้าเบี้ยว หรือปัญหาการพูดไปด้วย

ความรุนแรงของผลกระทบจะแตกต่างกันไปในแต่ละราย ขึ้นอยู่กับการที่เลือดไปเลี้ยงสมองถูกขัดขวางมากน้อยแค่ไหนและเป็นเวลานานเท่าใด ยิ่งได้รับการรักษาเร็วเท่าใด โอกาสที่จะฟื้นตัวได้ดีก็จะยิ่งสูงขึ้น การรับรู้สัญญาณเตือนและรีบมาโรงพยาบาลทันทีจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะส่งผลต่อการฟื้นฟูในระยะยาว

บริเวณสมองที่เสียหายกับอาการชาครึ่งซีก

สมองมีการทำงานแบบไขว้ข้าง กล่าวคือสมองซีกขวาจะควบคุมแขนขาซีกซ้าย และสมองซีกซ้ายจะควบคุมแขนขาซีกขวา เมื่อเส้นเลือดสมองซีกใดซีกหนึ่งได้รับความเสียหาย ผู้ป่วยจะเกิดชาครึ่งซีกในด้านตรงข้าม

บริเวณที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการรับความรู้สึกคือ บริเวณ Parietal Lobe หรือกลีบข้างขม่อม และเส้นเลือด Middle Cerebral Artery หากบริเวณนี้ได้รับความเสียหาย ผู้ป่วยอาจมีอาการชาตั้งแต่เล็กน้อยจนถึงรุนแรง ขึ้นอยู่กับขนาดความเสียหาย การทราบข้อมูลนี้จะช่วยให้เข้าใจเหตุผลที่ อาการอ่อนแรงครึ่งซีกมักพบร่วมกับอาการชา เพราะบริเวณสมองที่ควบคุมทั้งสองหน้าที่อยู่ใกล้กัน

ในกรณีที่เส้นเลือดขนาดเล็กได้รับผลกระทบ อาการอาจไม่รุนแรงมาก แต่ถ้าเป็นเส้นเลือดใหญ่ อาการจะเด่นชัดและอาจส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันอย่างมีนัยสำคัญ การประเมินความเสียหายจากภาพถ่าย CT หรือ MRI จะช่วยแพทย์วางแผนการรักษาและคาดการณ์ผลการฟื้นฟูได้ดีขึ้น

สาเหตุหลักของอาการชาครึ่งซีก

อาการชาครึ่งซีกเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ แต่สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดคือโรคหลอดเลือดสมอง ไม่ว่าจะเป็นเลือดออกในสมองหรือหลอดเลือดสมองตีบ เมื่อเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงสมองส่วนที่ควบคุมการรับความรู้สึกได้รับผลกระทบ ผู้ป่วยจะเกิดอาการชาในด้านตรงข้ามทันที

สาเหตุที่สำคัญที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยมีดังนี้

  • หลอดเลือดสมองตีบ จากการสะสมของคอเลสเตอรอลหรือลิ่มเลือดที่ไปอุดตัน
  • หลอดเลือดสมองแตก เกิดจากความดันโลหิตสูงหรือหลอดเลือดบาง
  • เนื้องอกในสมอง ที่กดทับบริเวณควบคุมการรับความรู้สึก
  • การติดเชื้อในสมอง หรือการอักเสบของระบบประสาท

นอกจากนี้ยังมีสาเหตุอื่น ๆ เช่น บาดเจ็บที่ศีรษะ ความผิดปกติทางพันธุกรรม หรือผลข้างเคียงจากยาบางชนิด แต่สาเหตุเหล่านี้พบได้น้อยกว่า การรู้จักสาเหตุจะช่วยให้การป้องกันและรักษามีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะการควบคุมปัจจัยเสี่ยงอย่างความดันโลหิตสูงและไขมันในเลือดสูง

ปัญหาระบบประสาทส่วนกลาง

ระบบประสาทส่วนกลาง ซึ่งประกอบด้วยสมองและไขสันหลัง เป็นศูนย์กลางของการควบคุมการรับความรู้สึกทั้งหมด เมื่อเกิดปัญหาในระบบนี้ ผู้ป่วยมักจะเกิดชาครึ่งซีกเป็นหนึ่งในอาการที่พบได้บ่อย

ความผิดปกติต่าง ๆ ของระบบประสาทส่วนกลางสามารถส่งผลให้เกิดอาการชาได้หลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่ปัญหาที่ไขสันหลังจากการบาดเจ็บ ไปจนถึงเนื้องอกในสมองที่กดทับเส้นประสาท การวินิจฉัยที่ถูกต้องจึงมีความสำคัญอย่างมาก เพราะแต่ละสาเหตุจะมีแนวทางการรักษาที่แตกต่างกัน ยิ่งได้รับการดูแลเร็วเท่าใด โอกาสในการฟื้นฟูก็จะยิ่งดีขึ้น

โรคอื่น ๆ ที่ทำให้เกิดอาการชาครึ่งซีก

นอกจากโรคหลอดเลือดสมองแล้ว ยังมีโรคอื่น ๆ ที่สามารถทำให้เกิดชาครึ่งซีกได้ โรคเบาหวานที่ควบคุมไม่ดีอาจทำให้เกิดปัญหาเส้นประสาทส่วนปลาย ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดอาการชาในแขนขา นอกจากนี้โรคไตเรื้อรัง โรคตับ และโรคเลือดบางชนิดก็อาจมีอาการชาซีกขวาหรือชาซีกซ้ายร่วมด้วย

การติดเชื้อในระบบประสาท เช่น เยื่อหุ้มสมองอักเสบ หรือการอักเสบของเส้นประสาทจากไวรัส ก็สามารถทำให้เกิดอาการชาได้เช่นกัน โรคประจำตัวอย่างความดันโลหิตสูงและไขมันในเลือดสูงที่ไม่ได้รับการรักษา อาจส่งผลต่อการไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงเส้นประสาท ทำให้เกิดอาการชาค่อย ๆ เป็น การตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียดจึงมีความสำคัญเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง

อาการชาแต่ละตำแหน่งบอกอะไร

การสังเกตตำแหน่งที่เกิดชาครึ่งซีกสามารถช่วยแพทย์วินิจฉัยสาเหตุและความรุนแรงของปัญหาได้ หากเป็นชาซีกซ้ายแสดงว่าสมองซีกขวาได้รับผลกระทบ ซึ่งอาจส่งผลต่อการมองเห็น การคิดเชิงพื้นที่ หรือการรับรู้ด้านอื่น ๆ ด้วย ในขณะที่ชาซีกขวามักเกี่ยวข้องกับปัญหาที่สมองซีกซ้าย ซึ่งอาจมีอาการพูดไม่ชัดหรือเข้าใจภาษาลำบากร่วมด้วย

นอกจากการแบ่งตามซีกของร่างกายแล้ว ยังสังเกตได้อีกว่าอาการชาเริ่มจากส่วนใดก่อน เช่น ชาที่ใบหน้าก่อนแล้วลามไปที่แขน หรือชาที่ปลายมือและเท้าก่อน ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยแพทย์เข้าใจถึงขนาดและตำแหน่งของความเสียหายในสมอง รวมถึงการคาดการณ์การฟื้นตัวและวางแผนการรักษาที่เหมาะสม การบันทึกอาการอย่างละเอียดตั้งแต่วันแรกจึงมีความสำคัญมาก

ความรุนแรงของอาการชาก็เป็นข้อมูลสำคัญเช่นกัน บางรายอาจรู้สึกชาเล็กน้อยหรือเหมือนมีเข็มแทง ในขณะที่บางรายอาจไม่รู้สึกอะไรเลยเมื่อถูกสัมผัส การประเมินระดับความรู้สึกนี้จะช่วยกำหนดเป้าหมายการฟื้นฟูและติดตามความคืบหน้าของการรักษาได้อย่างแม่นยำ

อาการชาแขนและขาฝั่งเดียวกัน

เมื่อเกิดอาการชาครึ่งซีกผู้ป่วยมักพบว่าทั้งแขนและขาในฝั่งเดียวกันมีอาการชาพร้อมกัน ลักษณะนี้เกิดจากการที่เส้นประสาทที่ไปเลี้ยงแขนและขาผ่านบริเวณเดียวกันในสมอง เมื่อบริเวณนั้นได้รับความเสียหาย ทั้งแขนและขาจึงได้รับผลกระทบไปด้วย

อาการนี้มักจะมาพร้อมกับอ่อนแรงครึ่งซีก ทำให้ผู้ป่วยไม่เพียงแต่รู้สึกชา แต่ยังขยับแขนขาได้ลำบากด้วย การสังเกตว่าอาการชาเริ่มจากส่วนใดก่อน เช่น ปลายมือหรือปลายเท้า และลามไปทั่วแขนขาหรือไม่ จะช่วยให้ประเมินความรุนแรงและวางแผนการฟื้นฟูได้อย่างเหมาะสม

อาการชาใบหน้าร่วมกับครึ่งซีก

อาการชาครึ่งซีกบางครั้งอาจมาพร้อมกับการชาที่ใบหน้าด้านเดียวกันด้วย ผู้ป่วยจะรู้สึกว่าแก้ม ริมฝีปาก หรือบริเวณรอบตาด้านหนึ่งมีความรู้สึกผิดปกติ อาจรู้สึกชาหรือเหมือนมีอะไรคลุมหน้า อาการนี้แสดงให้เห็นว่าความเสียหายในสมองมีผลกระทบต่อเส้นประสาทที่ควบคุมการรับความรู้สึกของใบหน้าด้วย

การมีอาการชาที่ใบหน้าร่วมด้วยนี้มักบ่งบอกถึงความรุนแรงของปัญหาที่มากขึ้น และอาจส่งผลต่อการกิน การดื่ม หรือการพูดของผู้ป่วย จึงต้องให้ความใส่ใจเป็นพิเศษในการติดตามอาการเหล่านี้ เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจตามมา เช่น การสำลักหรือการกลืนลำบาก ซึ่งอาจเป็นอันตรายได้

วิธีรักษาอาการชาครึ่งซีก

การรักษาอาการชาครึ่งซีกขึ้นอยู่กับสาเหตุที่แท้จริงของอาการ หากเกิดจากโรคหลอดเลือดสมอง การรักษาเร่งด่วนในระยะแรกจะช่วยลดความเสียหายต่อสมองและเพิ่มโอกาสในการฟื้นตัว ซึ่งช่วงทองคำ 4.5 ชั่วโมง แรกหลังเกิดอาการถือว่ามีความสำคัญมากที่สุด

แนวทางการรักษาหลักที่มักใช้ ประกอบด้วยการฟื้นฟูด้วยกายภาพบำบัดและกิจกรรมบำบัด การใช้ยาควบคุมโรคประจำตัว และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต การรักษาแบบบูรณาการนี้ช่วยให้ผู้ป่วยมีโอกาสฟื้นฟูทั้งความรู้สึกและการเคลื่อนไหว โดยเฉพาะในรายอ่อนแรงครึ่งซีกที่มักมีอาการร่วมกัน

การติดตามและประเมินอาการอย่างต่อเนื่องจึงจำเป็นมาก เพราะการฟื้นตัวของแต่ละคนจะแตกต่างกันไป บางรายอาจฟื้นตัวได้ดีภายในสัปดาห์แรก ในขณะที่บางรายอาจใช้เวลาหลายเดือน ความอดทนและการมีส่วนร่วมของครอบครัวก็มีบทบาทสำคัญในการช่วยให้การรักษาประสบความสำเร็จ

สรุป

ภาวะชาครึ่งซีกเป็นอาการที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตอย่างมีนัยสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นชาซีกซ้ายหรือชาซีกขวา ซึ่งมักเกี่ยวข้องกับโรคหลอดเลือดสมองมากถึงร้อยละ 80 ของผู้ป่วย การได้รับการดูแลที่ถูกต้องและทันท่วงทีจะช่วยให้ผู้ป่วยมีโอกาสฟื้นฟูได้ดี โดยเฉพาะการรักษาแบบบูรณาการที่ผสมผสานกายภาพบำบัดและกิจกรรมบำบัดอย่างเป็นระบบ

WALK WELL ศูนย์ฟื้นฟูผู้ป่วยหลอดเลือดสมอง มีทีมอายุรแพทย์ระบบประสาทและแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูที่ชำนาญการ พร้อมโปรแกรมกายภาพบำบัดที่ปรับได้ตามความต้องการเฉพาะของผู้ป่วยแต่ละราย และมีการติดตามผลการรักษาอย่างต่อเนื่อง หากคุณหรือคนในครอบครัวมีปัญหาอ่อนแรงครึ่งซีกหรืออาการชาหลังเป็นโรคหลอดเลือดสมอง สามารถปรึกษาทีมผู้ชำนาญการของเราได้

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับชาครึ่งซีก

ชาครึ่งซีกอันตรายไหม

ชาครึ่งซีกเป็นอาการที่ต้องได้รับการประเมินอย่างรวดเร็ว เพราะอาจเป็นสัญญาณของภาวะหลอดเลือดสมองตีบหรือแตก การเสียเวลาอาจส่งผลต่อการฟื้นฟูในระยะยาว ดังนั้นหากพบอาการอ่อนแรงครึ่งซีกควรรีบพบแพทย์ทันที

อาการชาครึ่งซีกแบบไหนที่ควรสงสัยว่าเป็น Stroke

อาการชาซีกซ้ายหรือชาซีกขวาที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน ร่วมกับใบหน้าเบี้ยว พูดไม่ชัด หรือสับสน ถือเป็นสัญญาณเตือนภัยของโรคหลอดเลือดสมอง ยิ่งอาการรุนแรงและเกิดเร็ว ยิ่งต้องระวังมากขึ้น

อาการชาครึ่งซีกหายเองได้ไหม

อาการชาครึ่งซีกบางรายอาจดีขึ้นเองได้ หากเกิดจากการไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอชั่วคราว แต่ไม่ควรปล่อยไว้ เพราะอาจกลับมาอีกหรือเป็นสัญญาณเตือนของปัญหาที่ใหญ่กว่า

ชาครึ่งซีกแล้วอาการหายเอง ยังต้องพบแพทย์อยู่ไหม

แม้อาการอ่อนแรงครึ่งซีกจะดีขึ้นเองแล้ว ยังคงต้องพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุและป้องกันการกลับมาของอาการ การตรวจสุขภาพหลอดเลือด การทำ CT สมอง และการวางแผนการรักษาจะช่วยลดความเสี่ยงในอนาคต

ปรับพฤติกรรมอย่างไร เพื่อลดอาการชาครึ่งซีก

การควบคุมความดันโลหิต ระดับน้ำตาลในเลือด และคอเลสเตอรอล เป็นสิ่งสำคัญ รวมถึงการออกกำลังกายสม่ำเสมอ เลิกสูบบุหรี่ และรับประทานอาหารที่มีไขมันต่ำ หากมีประวัติชาซีกซ้ายหรือชาซีกขวาการฟื้นฟูกายภาพบำบัดจะช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ

บทความนี้ถูกตรวจทานโดย

หมอขวัญ นพ.ขวัญ ศรีศิลป

ว.51094
MD., Physical Medicine & Rehabilitation (PM&R / Physiatrist)