ADD ANYTHING HERE OR JUST REMOVE IT…

ยาละลายลิ่มเลือด ประเภท การใช้งาน และข้อควรรู้สำคัญ

Share On: Facebook Line
Table of Contents

โรคหลอดเลือดสมองจากการอุดตันเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยเกิดอัมพาต และสูญเสียการใช้งานร่างกายในระดับต่าง ๆ จนอาจต้องเข้ารักการรักษาที่ศูนย์ดูแลและฟื้นฟูผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง การรักษาด้วยยาละลายลิ่มเลือดจึงกลายเป็นหนึ่งในตัวเลือกการรักษาที่สำคัญในช่วงเฉียบพลันของโรค ซึ่งสามารถช่วยเปิดหลอดเลือดที่ตีบตันและลดความรุนแรงของอาการได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตามยาละลายลิ่มเลือดมีทั้งข้อดีและข้อจำกัดที่ผู้ป่วยและญาติควรทำความเข้าใจ ตั้งแต่ประเภทของยา เงื่อนไขการให้ยา ข้อห้ามในการใช้ รวมถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น ในบทความนี้เราจะพาทุกท่านทำความรู้จักกับยากลุ่มนี้อย่างครอบคลุม ตั้งแต่กลไกการทำงาน ประเภทของยาละลายลิ่มเลือดมีอะไรบ้าง เงื่อนไขในการรักษา รวมถึงภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้ เพื่อให้ผู้ป่วยและครอบครัวมีข้อมูลที่เพียงพอในการตัดสินใจร่วมกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในการเลือกแนวทางการรักษาที่เหมาะสมที่สุด

ยาละลายลิ่มเลือดคืออะไร

ยาละลายลิ่มเลือดเป็นยากลุ่มที่ช่วยป้องกันและรักษาการเกิดลิ่มเลือดในหลอดเลือด เมื่อเลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ ไม่สะดวก อาจทำให้เกิดภาวะหลอดเลือดตีบหรือลิ่มเลือดอุดหลอดเลือดได้ ยากลุ่มนี้มักใช้ในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง โรคหัวใจ หรือผู้ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดลิ่มเลือด โดยยาจะทำงานที่จุดต่าง ๆ ในกระบวนการแข็งตัวของเลือด

การทำงานของยานี้จะช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น และลดความเสี่ยงการเกิดลิ่มเลือดที่อาจส่งผลกระทบต่อสมองหรือหัวใจ ยาบางชนิดจะป้องกันเกล็ดเลือดไม่ให้จับตัวกันง่าย ส่วนบางชนิดจะยับยั้งการทำงานของสารที่ทำให้เลือดแข็งตัว ช่วงเวลาที่ยาเริ่มออกฤทธิ์จะแตกต่างกันไป บางชนิดเริ่มทำงานภายใน 2-4 ชั่วโมง หลังรับประทาน ทำให้การรักษาสามารถเริ่มได้อย่างรวดเร็วเมื่อมีอาการฉุกเฉิน

ประโยชน์หลักของการใช้ยานี้คือการลดโอกาสเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดหัวใจและสมอง รวมทั้งป้องกันการเกิดซ้ำของโรคเหล่านี้ ยาจึงมีบทบาทสำคัญในการดูแลสุขภาพระยะยาว โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่เคยมีประวัติโรคหลอดเลือดมาก่อน การใช้ยาอย่างต่อเนื่องตามแพทย์สั่งจะช่วยรักษาระดับประสิทธิภาพของยาในร่างกายให้คงที่

กลไกการทำงานของยาละลายลิ่มเลือด

ยาละลายลิ่มเลือดทำงานผ่านกลไก 2 แนวทางหลัก คือการป้องกันเกล็ดเลือดไม่ให้จับตัวกันเป็นลิ่มเลือด และการยับยั้งการสร้างสารที่ทำให้เลือดแข็งตัว ซึ่งอธิบายให้เข้าใจง่าย ๆ ว่ายาเหล่านี้เปรียบเสมือนการทำให้เลือดไหลได้คล่องตัวขึ้น ไม่ข้นหนืดจนเกิดการอุดตันในหลอดเลือด

กระบวนการทำงานของยาจะเริ่มต้นภายใน 30 นาที ถึง 2 ชั่วโมง หลังรับประทาน ขึ้นอยู่กับชนิดของยา ผลที่ได้คือการลดความหนืดของเลือดและความสามารถในการแข็งตัว ช่วยให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ ได้ดีขึ้น โดยเฉพาะสมองและหัวใจที่ต้องการเลือดหล่อเลี้ยงอย่างต่อเนื่อง ยาจึงมีบทบาทสำคัญในการป้องกันโรคหลอดเลือดสมองและโรคหลอดเลือดหัวใจที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต

ความแตกต่างระหว่างยาละลายลิ่มเลือดกับยาป้องกันลิ่มเลือด

หลายคนมักสับสนระหว่างยาละลายลิ่มเลือดกับยาป้องกันลิ่มเลือด ซึ่งมีหน้าที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ยาป้องกันลิ่มเลือดจะทำหน้าที่ป้องกันไม่ให้เกิดลิ่มเลือดใหม่ ในขณะที่ยาละลายลิ่มเลือดจะช่วยสลายลิ่มเลือดที่เกิดขึ้นแล้ว ยาป้องกันลิ่มเลือดมักใช้ในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูง เช่น ผู้ป่วยหัวใจวาย หรือผู้ที่มีประวัติโรคหลอดเลือดสมอง

ความแตกต่างสำคัญอีกประการคือช่วงเวลาการใช้งาน ยาป้องกันลิ่มเลือดจะรับประทานเป็นประจำเพื่อรักษาระดับยาในเลือด และป้องกันการเกิดลิ่มเลือดอย่างต่อเนื่อง ส่วนยาละลายลิ่มเลือดมักใช้ในสถานการณ์ฉุกเฉินเมื่อมีลิ่มเลือดอุดหลอดเลือดแล้ว การเลือกใช้ยาชนิดใดขึ้นอยู่กับสภาวะของผู้ป่วยและระยะของโรค

ยาละลายลิ่มเลือดมีกี่ประเภท

ยาละลายลิ่มเลือดแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ตามกลไกการทำงาน คือยาที่ยับยั้งการทำงานของเกล็ดเลือดและยาที่ต่อต้านการแข็งตัวของเลือด โดยแพทย์จะเลือกใช้ยาแต่ละกลุ่มตามอาการและความรุนแรงของโรค โดยยาแต่ละชนิดจะมีประสิทธิภาพและความเสี่ยงที่แตกต่างกัน

ยากลุ่มแรกคือยาที่ป้องกันเกล็ดเลือดจับตัวกัน เหมาะสำหรับผู้ป่วยความเสี่ยงปานกลางและผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจ ส่วนยากลุ่มที่สองคือยาต่อต้านการแข็งตัวของเลือด ซึ่งมีฤทธิ์แรงกว่าและใช้ในผู้ป่วยความเสี่ยงสูง การเลือกใช้ยาจึงต้องผ่านการประเมินจากแพทย์อย่างละเอียด รวมทั้งกลุ่มอาการที่แสดงคุณสมบัติสำคัญของยาแต่ละประเภท

กลุ่มอาการที่ระบุคุณสมบัติหลักของยาแต่ละประเภทมีดังนี้

  • ยาป้องกันเกล็ดเลือด ทำงานภายใน 1-2 ชั่วโมง และมีผลข้างเคียงน้อยกว่า
  • ยาต่อต้านการแข็งตัวของเลือด ออกฤทธิ์เร็วกว่าแต่ต้องติดตามค่าเลือดอย่างสม่ำเสมอ
  • ยาละลายลิ่มเลือดฉุกเฉิน ใช้ในโรงพยาบาลเมื่อมีลิ่มเลือดอุดหลอดเลือดแล้ว

ยาละลายลิ่มเลือดชนิดฉีด

ยาละลายลิ่มเลือดชนิดฉีดเป็นยาที่ออกฤทธิ์เร็วที่สุด เหมาะสำหรับสถานการณ์ฉุกเฉินเมื่อมีลิ่มเลือดอุดหลอดเลือดแล้ว ทีมแพทย์จะใช้ยาชนิดนี้ในโรงพยาบาลเพื่อให้ยาเข้าสู่กระแสเลือดโดยตรงและเริ่มทำงานภายใน 15-30 นาที ผู้ป่วยจะต้องอยู่ในการดูแลอย่างใกล้ชิดเพราะยามีฤทธิ์แรงและต้องติดตามอาการอย่างต่อเนื่อง

ยาชนิดฉีดมักใช้ในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองเฉียบพลันหรือผู้ป่วยหลอดเลือดหัวใจตีบรุนแรง การให้ยาต้องทำภายในช่วงเวลาที่กำหนด เพื่อให้ได้ผลรักษาที่ดีที่สุดและลดความเสียหายต่ออวัยวะ ผลข้างเคียงหลักคือความเสี่ยงเลือดออกซึ่งต้องมีการเตรียมความพร้อมในการจัดการอย่างเหมาะสม

ยาละลายลิ่มเลือดชนิดรับประทาน

ยาละลายลิ่มเลือดชนิดรับประทานเป็นยาที่สะดวกใช้และปลอดภัยสำหรับการรักษาระยะยาว แพทย์จะแนะนำยาชนิดนี้สำหรับผู้ป่วยที่ต้องการกินยาละลายลิ่มเลือดเป็นประจำเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดลิ่มเลือดใหม่ ยาจะออกฤทธิ์ภายใน 2-6 ชั่วโมงหลังรับประทาน และรักษาระดับยาในเลือดได้อย่างต่อเนื่องเมื่อรับประทานตามเวลาที่กำหนด

ข้อดีสำคัญของยาชนิดรับประทานคือผู้ป่วยสามารถดูแลตัวเองที่บ้านได้โดยไม่ต้องเข้าโรงพยาบาล การรับประทานยาต้องทำอย่างสม่ำเสมอและไม่ควรข้ามมื้อ เพราะจะทำให้ระดับยาในเลือดลดลงและอาจเสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือด ผู้ป่วยต้องติดตามตรวจเลือดเป็นระยะเพื่อปรับขนาดยาให้เหมาะสม

ยาละลายลิ่มเลือดรักษาอะไร

ยาละลายลิ่มเลือดใช้รักษาและป้องกันโรคที่เกิดจากการมีลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือด ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของโรคหลอดเลือดสมองและโรคหลอดเลือดหัวใจ ยาเหล่านี้มักใช้ในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดลิ่มเลือด เพื่อลดโอกาสเกิดอันตรายร้ายแรงที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต

โรคสำคัญที่ยารักษาเส้นเลือดในสมองและยาละลายลิ่มเลือดช่วยรักษาได้ ได้แก่ โรคหลอดเลือดสมองตีบหรือแตก โรคหลอดเลือดหัวใจ การมีเกล็ดเลือดแข็งตัวผิดปกติ และภาวะเลือดแข็งตัวง่ายเกินไป นอกจากนี้ยังใช้ป้องกันลิ่มเลือดในผู้ป่วยที่มีหัวใจเต้นผิดจังหวะหรือผู้ที่ต้องนอนติดเตียงเป็นเวลานาน การรักษาจะช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้นและลดการอุดตันของหลอดเลือด

ประโยชน์หลักของการรักษาด้วยยาละลายลิ่มเลือดรวมถึงการลดความเสี่ยงในการเกิดโรคต่าง ๆ ดังนี้

  • ป้องกันโรคหลอดเลือดสมองเฉียบพลันที่อาจทำให้เป็นอัมพาตถาวร
  • ลดโอกาสเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบและหัวใจวายฉับพลัน
  • ป้องกันลิ่มเลือดในปอดที่เกิดจากการนั่งนานหรือนอนติดเตียง
  • ช่วยให้ผู้ป่วยที่มีหัวใจเต้นผิดจังหวะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

รักษาโรคหลอดเลือดสมองตีบ-อุดตัน

โรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตันเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องรักษาอย่างรวดเร็ว ยาละลายลิ่มเลือดในสมองจะช่วยสลายลิ่มเลือดที่อุดตันหลอดเลือดให้เลือดไหลเวียนกลับเข้าไปเลี้ยงสมองได้อีกครั้ง ทีมแพทย์ต้องให้ยาภายใน 4.5 ชั่วโมง หลังเกิดอาการเพื่อให้ได้ผลรักษาที่ดีที่สุดและลดความเสียหายต่อเนื้อสมอง

การรักษาจะเริ่มต้นด้วยการประเมินอาการและถ่าย CT หรือ MRI เพื่อยืนยันว่าเป็นหลอดเลือดตีบหรือแตก หากเป็นหลอดเลือดตีบแพทย์จะพิจารณาให้ยาละลายลิ่มเลือดทางหลอดเลือดดำเพื่อเร่งการสลายลิ่มเลือด ผู้ป่วยจะต้อง กินยาละลายลิ่มเลือดต่อเนื่องหลังจากนั้นเพื่อป้องกันการเกิดลิ่มเลือดใหม่และลดความเสี่ยงในการกลับเป็นซ้ำ

ป้องกันการเกิดลิ่มเลือดในหัวใจ

ผู้ป่วยที่มีหัวใจเต้นผิดจังหวะหรือมีโรคหลอดเลือดหัวใจมักมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดลิ่มเลือดในหัวใจ ยาละลายลิ่มเลือดจะช่วยให้เลือดไหลลื่นและลดการแข็งตัวของเกล็ดเลือด ป้องกันไม่ให้ลิ่มเลือดที่เกิดขึ้นในหัวใจไหลไปอุดหลอดเลือดส่วนอื่น โดยเฉพาะหลอดเลือดสมองที่อาจทำให้เกิดอัมพาตได้

การป้องกันนี้สำคัญมากสำหรับผู้ป่วยที่มีหัวใจห้องบนเต้นผิดจังหวะ เพราะเลือดจะไหลช้าและมีโอกาสแข็งตัวเป็นก้อนได้ง่าย โดยแพทย์จะประเมินความเสี่ยงของผู้ป่วยแต่ละรายและกำหนดระยะเวลาการรับประทานยาที่เหมาะสม เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดในการป้องกันแต่ยังคงความปลอดภัย

ภาวะแบบไหนต้องรักษาด้วยยาละลายลิ่มเลือด

การตัดสินใจให้ยาละลายลิ่มเลือดต้องอาศัยการประเมินอย่างรอบคอบจากทีมแพทย์ เพราะยาเหล่านี้มีทั้งประโยชน์และความเสี่ยง ผู้ป่วยที่ต้องได้รับการรักษามักเป็นผู้ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดลิ่มเลือดมากกว่าความเสี่ยงจากการเลือดออก โดยแพทย์จะพิจารณาจากอาการ ประวัติการเจ็บป่วย และผลตรวจต่าง ๆ

การกำหนดให้ผู้ป่วยกินยาละลายลิ่มเลือดจะขึ้นอยู่กับสภาวะเฉพาะแต่ละราย เช่น ความรุนแรงของโรค อายุของผู้ป่วย และความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียง ซึ่งจะมีการติดตามผลการรักษาอย่างใกล้ชิดและปรับแผนการรักษาตามความเหมาะสม เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับประโยชน์สูงสุดจากการใช้ยา

กลุ่มผู้ป่วยที่มักต้องใช้ยาประเภทนี้รวมถึงสภาวะสำคัญต่อไปนี้

  • ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองเฉียบพลันที่ต้องได้รับยาภายใน 4.5 ชั่วโมง
  • ผู้ป่วยหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิดร้ายแรงที่เสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือด
  • ผู้ป่วยที่มีลิ่มเลือดในปอดหรือในขาที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต
  • ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจที่มีประวัติหัวใจวาย

ผู้ป่วยแบบไหนให้ยาละลายลิ่มเลือดไม่ได้

การให้ยาละลายลิ่มเลือดต้องระมัดระวังอย่างมาก เพราะยาเหล่านี้มีความเสี่ยงทำให้เลือดออกมากเกินไป ทีมแพทย์ต้องประเมินความปลอดภัยของผู้ป่วยแต่ละรายอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจ โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติการเลือดออกหรือมีโรคประจำตัวที่เพิ่มความเสี่ยง การกินยาละลายลิ่มเลือดในผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงอาจก่อให้เกิดอันตรายมากกว่าประโยชน์

ผู้ป่วยที่แพทย์มักไม่แนะนำให้ใช้ยาประเภทนี้จะเป็นผู้ที่มีสภาวะสุขภาพที่เพิ่มโอกาสเลือดออกผิดปกติ การตัดสินใจจะขึ้นอยู่กับการชั่งน้ำหนักระหว่างข้อดีและความเสี่ยงในแต่ละราย ซึ่งต้องอาศัยประสบการณ์และความเชี่ยวชาญของแพทย์เป็นสำคัญ

กลุ่มผู้ป่วยที่มีข้อห้ามสำคัญในการใช้ยาละลายลิ่มเลือดมีดังนี้

  • ผู้ป่วยที่มีประวัติเลือดออกในสมองหรือมีความเสี่ยงสูงต่อเลือดออกในสมอง
  • ผู้ป่วยที่เพิ่งผ่าตัดใหญ่หรือได้รับบาดเจ็บรุนแรงภายใน 2 สัปดาห์
  • ผู้ป่วยที่มีโรคตับรุนแรงหรือไตทำงานผิดปกติมาก
  • ผู้ป่วยที่มีประวัติแพ้ยาประเภทนี้หรือมีภาวะเลือดออกง่ายผิดปกติ

ยาละลายลิ่มเลือดมีข้อดีอะไรบ้าง

ยาละลายลิ่มเลือดถือเป็นยาช่วยชีวิตสำหรับผู้ป่วยหลายกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือด การใช้ยาเหล่านี้อย่างเหมาะสมสามารถช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคร้ายแรงที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งมักเห็นผลการรักษาที่ดีขึ้นอย่างชัดเจนในผู้ป่วยที่ได้รับยาอย่างต่อเนื่องตามแผนการรักษา

ข้อดีที่สำคัญของการใช้ยาละลายลิ่มเลือดคือการช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้นและป้องกันการเกิดลิ่มเลือดใหม่ เมื่อเลือดไหลลื่นขึ้น ก็จะลดโอกาสที่หลอดเลือดจะอุดตัน ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของโรคหลอดเลือดสมองและโรคหลอดเลือดหัวใจ ประโยชน์ที่ผู้ป่วยจะได้รับจากการรักษารวมถึงประเด็นสำคัญต่อไปนี้

  • ลดความเสี่ยงในการเป็นโรคหลอดเลือดสมองซ้ำได้ถึง 70% ในผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงสูง
  • ช่วยป้องกันการเกิดหัวใจวายฉับพลันและลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคหัวใจ
  • ลดความรุนแรงของอาการเมื่อเกิดโรคหลอดเลือดขึ้นจริง
  • มีรูปแบบยาที่หลากหลาย ทำให้สามารถปรับรักษาตามความเหมาะสมของแต่ละราย

การใช้ยาละลายลิ่มเลือดมีความเสี่ยงหรือภาวะแทรกซ้อนอะไรบ้าง

แม้ว่ายาละลายลิ่มเลือดจะมีประโยชน์มาก แต่การใช้ยาเหล่านี้ก็มีความเสี่ยงที่ผู้ป่วยและญาติต้องเข้าใจ ภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญที่สุดคือการเลือดออกผิดปกติ เพราะยาทำให้เลือดแข็งตัวช้าลง จึงต้องมีการติดตามผู้ป่วยอย่างใกล้ชิดและให้ความรู้เกี่ยวกับสัญญาณเตือนที่ต้องระวัง

การกินยาละลายลิ่มเลือดอาจทำให้เกิดเลือดออกได้หลายจุดในร่างกาย โดยเฉพาะในผู้ป่วยสูงอายุหรือผู้ที่มีโรคประจำตัวอื่น ๆ ร่วม ความรุนแรงของอาการข้างเคียงจะแตกต่างกันไปในแต่ละราย บางคนอาจมีอาการเพียงเล็กน้อย ขณะที่บางรายอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงที่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล

ความเสี่ยงและภาวะแทรกซ้อนที่พบบ่อยจากการใช้ยาประเภทนี้ประกอบด้วย

  • เลือดออกในกระเพาะอาหารหรือลำไส้ ซึ่งอาจมีอาการอาเจียนเป็นเลือดหรือถ่ายเป็นเลือด
  • เลือดออกในสมอง ถือเป็นภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงที่สุดและต้องรักษาทันที
  • เลือดกำเดาไหลบ่อย ฟกช้ำง่ายผิดปกติ หรือแผลเล็ก ๆ เลือดออกนานกว่าปกติ
  • เลือดออกภายในช่องท้องหรืออวัยวะภายใน ซึ่งอาจไม่มีอาการชัดเจนในระยะแรก

สรุป

ยาละลายลิ่มเลือดเป็นยาที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการป้องกันและรักษาโรคหลอดเลือดต่าง ๆ ที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต การใช้ยาอย่างถูกต้องภายใต้การดูแลของแพทย์ชำนาญการสามารถช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดสมองและโรคหลอดเลือดหัวใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ต้องระวังภาวะแทรกซ้อนจากการเลือดออกที่อาจเกิดขึ้นได้

หากคุณหรือคนในครอบครัวกำลังใช้ยาประเภทนี้หรือมีความเสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือด การได้รับคำปรึกษาจากทีมผู้ชำนาญการด้านระบบประสาทและการฟื้นฟูจึงเป็นสิ่งสำคัญ ศูนย์ฟื้นฟู WALK WELL พร้อมให้คำแนะนำเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพและโปรแกรมฟื้นฟูที่เหมาะสมกับสภาวะของแต่ละบุคคล เพื่อให้คุณมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างปลอดภัย ติดต่อเราวันนี้เพื่อรับการประเมินและแผนการดูแลที่เหมาะสม

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับยาละลายลิ่มเลือด

ยาละลายลิ่มเลือดในสมองใช้รักษาผู้ป่วย Stroke ทุกคนได้หรือเปล่า

ยาละลายลิ่มเลือดในสมองไม่สามารถใช้รักษาผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองทุกคนได้ เพราะเหมาะกับเฉพาะผู้ป่วย Ischemic Stroke ที่เกิดจากลิ่มเลือดอุดตัน และต้องได้รับการรักษาภายใน 4.5 ชั่วโมงหลังเกิดอาการ หากเป็น Hemorrhagic Stroke ห้ามใช้เด็ดขาด

หลังได้รับยาละลายลิ่มเลือดแล้ว ยังต้องกินยาอื่นต่อและทำกายภาพบำบัดไหม

หลังได้รับยาละลายลิ่มเลือดแล้ว ผู้ป่วยส่วนใหญ่ยังต้องกินยาป้องกันอื่น ๆ เช่น ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยาควบคุมความดันโลหิต และต้องทำกายภาพบำบัดต่อเนื่องเพื่อฟื้นฟูความสามารถในการเคลื่อนไหว ที่ WALK WELL เราจัดโปรแกรมฟื้นฟูแบบต่อเนื่องเพื่อให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้ดีที่สุด

ยาละลายลิ่มเลือดหยุดกินได้ไหม

ยาละลายลิ่มเลือดหยุดกินได้ไหม ขึ้นอยู่กับชนิดของยา หากเป็นยาฉีดฉุกเฉิน จะใช้เพียงครั้งเดียว แต่หากเป็นยากินป้องกัน เช่น Warfarin ห้ามหยุดกินเอง เพราะอาจทำให้เกิดลิ่มเลือดใหม่ได้ ต้องปรึกษาแพทย์ก่อนหยุดหรือเปลี่ยนแปลงขนาดยาเสมอ

กินยาละลายลิ่มเลือดกินวิตามินซีได้ไหม

กินยาละลายลิ่มเลือดสามารถรับประทานวิตามินซีได้ แต่ไม่ควรรับประทานในปริมาณสูง เพราะอาจเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดนิ่ว และอาจมีปฏิกิริยากับยารักษาเส้นเลือดในสมองบางชนิด ควรแจ้งแพทย์ทุกครั้งก่อนเริ่มรับประทานอาหารเสริมใด ๆ

บทความนี้ถูกตรวจทานโดย

หมอขวัญ นพ.ขวัญ ศรีศิลป

ว.51094
MD., Physical Medicine & Rehabilitation (PM&R / Physiatrist)