ภาวะกลืนลำบากเป็นปัญหาสุขภาพที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยหลอดเลือดสมอง และส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตอย่างมาก การฝึกกลืนจึงเป็นส่วนหนึ่งของการฟื้นฟูที่มีความสำคัญยิ่ง เพราะช่วยให้ผู้ป่วยสามารถรับประทานอาหารได้อย่างปลอดภัย และลดความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ในบทความนี้ เราจะมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับความสำคัญของการกลืนอาหาร พร้อมเจาะลึกถึงสาเหตุที่ทำให้ต้องฝึกกลืน และกลุ่มผู้ป่วยที่ต้องการการฝึกหัดนี้ นอกจากนั้น เรายังจะแนะนำระดับของอาหารฝึกกลืน เทคนิคการกระตุ้นการกลืนแบบต่าง ๆ รวมไปถึงเหตุผลที่การทำกายภาพบำบัดช่วยสนับสนุนฝึกกลืนผู้ป่วยหลอดเลือดสมอง และสิ่งสำคัญที่ญาติผู้ป่วยควรระวังระหว่างการฝึกฝน เพื่อให้การฟื้นฟูเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยที่สุด
ภาวะกลืนลำบากส่งผลอย่างไร
ภาวะกลืนลำบากส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยและครอบครัวอย่างมาก เพราะการกลืนอาหารเป็นความจำเป็นพื้นฐานในการดำรงชีวิต เมื่อกลืนไม่ได้ดีผู้ป่วยจะกลัวการกินอาหาร น้ำหนักลด ขาดสารอาหาร และมีความเสี่ยงต่อการสำลักที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต
ผลกระทบที่สำคัญของปัญหาการกลืนมีดังต่อไปนี้
- การขาดน้ำและสารอาหาร เนื่องจากกินได้น้อยลง ทำให้ร่างกายอ่อนแอและฟื้นตัวช้า
- ปอดบวมจากการสำลัก ถ้าอาหารหรือน้ำเข้าไปในปอด อาจทำให้เกิดการติดเชื้อรุนแรง
- ความกลัวและหลีกเลี่ยงการกินอาหาร ทำให้ผู้ป่วยเครียดและส่งผลต่อสุขภาพจิต
- ภาระของผู้ดูแลที่เพิ่มขึ้น จากการต้องช่วยดูแลการกินอาหารตลอดเวลา
การฝึกกลืนจึงมีความสำคัญมาก โดยเฉพาะในฝึกกลืนผู้ป่วยหลอดเลือดสมองที่มักจะมีปัญหาการกลืนร่วมด้วย ซึ่งจะมีการประเมินระดับความรุนแรงและหาทางแก้ไขที่เหมาะสม เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถกลับไปกินอาหารได้อย่างปลอดภัยและมีความสุขกับมื้ออาหาร

อันตรายจากการสำลักอาหาร
การสำลักอาหารเป็นอันตรายร้ายแรงที่อาจเกิดขึ้นได้กับผู้ป่วยที่มีปัญหาการกลืน โดยเฉพาะผู้ป่วยหลอดเลือดสมองที่ควบคุมการกลืนอาหารไม่ได้ดี เมื่ออาหารหรือน้ำเข้าไปในหลอดลมและปอดแทนที่จะลงสู่กระเพาะอาหาร จะทำให้เกิดปัญหาตามมาหลายอย่าง
อันตรายที่เกิดจากการสำลักอาหารที่ต้องระวัง เช่น การขาดอากาศหายใจ การติดเชื้อในปอด ปอดบวม หรือในกรณีรุนแรงอาจเสียชีวิตได้ภายใน 3-5 นาที หากไม่ได้รับการช่วยเหลือทันที นี่คือเหตุผลที่การฝึกกลืนและการประเมินความปลอดภัยในการกินอาหารจึงมีความสำคัญมาก
แนะนำให้ปรับเนื้ออาหารฝึกกลืนให้มีความหนืดและความนุ่มที่เหมาะสม รวมถึงการฝึกท่าทางการกลืนที่ปลอดภัย เพื่อลดความเสี่ยงจากการสำลักและให้ผู้ป่วยสามารถรับประทานอาหารได้อย่างมั่นใจ
ผลกระทบต่อสภาวะโภชนาการ
ปัญหาการกลืนส่งผลกระทบต่อสภาวะโภชนาการของผู้ป่วยอย่างรุนแรง เนื่องจากผู้ป่วยมักกลัวการกิน หลีกเลี่ยงอาหารบางชนิด หรือลดปริมาณอาหารลง ทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารและแคลอรี่ไม่เพียงพอต่อความต้องการ
เมื่อไม่ได้รับโภชนาการที่เพียงพอ น้ำหนักจะลดลงอย่างรวดเร็วภายใน 2-3 สัปดาห์ แรก กล้ามเนื้อจะลีบ ความต้านทานโรคลดลง และการฟื้นตัวจากโรคจะช้าลง การฝึกกลืนจึงมีความจำเป็นมาก เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถรับประทานอาหารได้อย่างปลอดภัย
จะมีการประเมินภาวะโภชนาการและวางแผนอาหารฝึกกลืนที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง ในรูปแบบที่เหมาะสมกับความสามารถในการกลืนของผู้ป่วยแต่ละราย เพื่อให้ได้รับสารอาหารครบถ้วนและมีพลังงานเพียงพอสำหรับการฟื้นตัว
ปัญหาการติดเชื้อในปอด
การติดเชื้อในปอดเป็นภาวะแทรกซ้อนที่ร้ายแรงจากการสำลักอาหารหรือน้ำลายเมื่อการกลืนอาหารผิดปกติ อาหารหรือแบคทีเรียในปากจะเข้าไปในปอดแทนที่จะลงสู่กระเพาะอาหาร ทำให้เกิดการอักเสบและติดเชื้อ
ปอดบวมชนิดนี้มีอาการรุนแรงได้อย่างรวดเร็ว ผู้ป่วยจะมีไข้สูง หายใจลำบาก ไอมีเสมหะเหลือง หรือแม้กระทั่งหายใจไม่ออก การฝึกกลืนจึงช่วยป้องกันการติดเชื้อในปอดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
จะมีการติดตามอาการอย่างใกล้ชิด และสอนเทคนิคการกลืนที่ปลอดภัยแก่ผู้ป่วยหลอดเลือดสมอง หากพบอาการผิดปกติต้องรีบพาไปรับการรักษาภายใน 24 ชั่วโมง เพื่อป้องกันการติดเชื้อแพร่กระจาย

ทำไมต้องรับการฝึกกลืน
การฝึกกลืนเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ป่วยที่มีปัญหาการกลืน เพราะการกลืนเป็นกระบวนการซับซ้อนที่ต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของกล้ามเนื้อหลายกลุ่มในปาก คอ และหลอดอาหาร เมื่อกระบวนการนี้ผิดปกติ ผู้ป่วยจะเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงได้
เหตุผลสำคัญที่ต้องรับการฝึกกลืน มีดังต่อไปนี้
- ป้องกันการสำลักและการติดเชื้อในปอดที่อาจเสียชีวิตได้
- ช่วยให้ได้รับโภชนาการเพียงพอต่อการฟื้นตัวและดำรงชีวิต
- เพิ่มความมั่นใจในการรับประทานอาหารและลดความกลัว
- ปรับปรุงคุณภาพชีวิตให้สามารถกินอาหารร่วมกับครอบครัวได้
- ลดภาระของผู้ดูแลในการให้อาหารผ่านสายยาง
โดยเฉพาะในฝึกกลืนผู้ป่วยหลอดเลือดสมองที่มักมีปัญหาการควบคุมกล้ามเนื้อ การเริ่มฝึกตั้งแต่เร็ว ๆ ภายใน 72 ชั่วโมง หลังอาการคงที่ จะช่วยให้การฟื้นตัวเร็วขึ้นและลดความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
พัฒนาความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ
การฝึกกลืนช่วยพัฒนาความแข็งแรงของกล้ามเนื้อรอบปาก ลิ้น และคอหอยที่เสียหายจากโรคหลอดเลือดสมอง กล้ามเนื้อเหล่านี้ต้องการการออกกำลังกายแบบเฉพาะทาง เพื่อเรียกความแข็งแรงและการประสานงานกลับมา
การฝึกอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 2-4 สัปดาห์ จะเห็นผลในการปรับปรุงแรงกล้ามเนื้ออย่างชัดเจน โดยจะมีการออกแบบท่าฝึกที่เหมาะสมกับสภาพของผู้ป่วยแต่ละราย เช่น การออกกำลังกายลิ้น การฝึกขยับกราม และการฝึกการหายใจเพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อคอหอย
เมื่อกล้ามเนื้อแข็งแรงขึ้น การกลืนอาหารจะมีประสิทธิภาพมากขึ้น ผู้ป่วยสามารถจัดการกับอาหารฝึกกลืนที่มีเนื้อสัมผัสหลากหลาย และค่อย ๆ เปลี่ยนไปรับประทานอาหารปกติได้ในระยะเวลาที่เหมาะสม
เพิ่มความปลอดภัยในการรับประทานอาหาร
การฝึกกลืนช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการรับประทานอาหารอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะสำหรับผู้ป่วยที่มีปัญหาการควบคุมกล้ามเนื้อในปากและคอ ซึ่งจะมีการสอนเทคนิคการกลืนที่ปลอดภัย เช่น การก้มคางเล็กน้อยขณะกลืน หรือการหมุนศีรษะไปข้างที่กล้ามเนื้อแข็งแรงกว่า
ประโยชน์ด้านความปลอดภัยที่เกิดขึ้นจากการกลืนอาหารที่ถูกวิธี ได้แก่
- ลดความเสี่ยงการสำลักอาหารลงทางเดินหายใจได้มากกว่า 80%
- ป้องกันการติดเชื้อในปอดจากอาหารที่เข้าผิดทาง
- ลดอุบัติเหตุจากการกินอาหารเร่งรีบหรือไม่ระวัง
- ช่วยให้ผู้ดูแลมั่นใจในการดูแลผู้ป่วยมากขึ้น
การเลือกอาหารฝึกกลืนที่มีความหนืดเหมาะสม และการฝึกท่าทางการกลืนที่ถูกต้อง จะทำให้ผู้ป่วยสามารถรับประทานอาหารได้อย่างไร้กังวล และลดภาระของครอบครัวในการดูแลอย่างมาก
ใครบ้างที่ต้องรับการฝึกกลืน
การฝึกกลืนเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ป่วยหลายกลุ่มที่มีปัญหาเกี่ยวกับการควบคุมกล้ามเนื้อในการกลืนอาหาร โดยเฉพาะผู้ป่วยที่เกิดจากความเสียหายของระบบประสาท ซึ่งส่งผลต่อการทำงานของกล้ามเนื้อปาก ลิ้น และคอหอย
กลุ่มผู้ป่วยหลักที่ต้องการการฝึกกลืนประกอบด้วย
- ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองครั้งแรกหรือกำเริบ ที่มีอาการอ่อนแรงครึ่งซีก
- ผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน ที่มีกล้ามเนื้อแข็งและเคลื่อนไหวช้า
- ผู้ป่วยโรคเอแอลเอส หรือโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง
- ผู้สูงอายุที่มีปัญหาการกลืนจากความเสื่อมของกล้ามเนื้อ
- ผู้ป่วยที่เคยใส่ท่อช่วยหายใจเป็นเวลานาน
โดยจะประเมินอาการและความรุนแรงของปัญหาการกลืนก่อนกำหนดแผนฝึกกลืนผู้ป่วยหลอดเลือดสมองเป็นพิเศษ เนื่องจากกลุ่มนี้มีความเสี่ยงสูงต่อการสำลักและติดเชื้อในปอด โดยควรเริ่มการฝึกภายใน 3 วัน หลังจากอาการคงที่เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

อาหารฝึกกลืนสามารถแบ่งได้กี่ระดับ
อาหารฝึกกลืนถูกแบ่งตามมาตรฐาน IDDSI เป็น 8 ระดับ ตั้งแต่ระดับ 0 จนถึง 7 โดยพิจารณาจากความหนืดของของเหลวและเนื้อสัมผัสของอาหาร ซึ่งจะช่วยให้การฝึกกลืนเป็นไปอย่างปลอดภัยและเหมาะสมกับความสามารถของผู้ป่วยแต่ละราย
การแบ่งระดับอาหารสำหรับการกลืนอาหาร มีดังนี้
- ระดับ 0-3 เป็นของเหลว ตั้งแต่น้ำใสจนถึงของเหลวข้นคล้ายน้ำผึ้ง
- ระดับ 4 อาหารบดเนียนไม่มีเศษ เหมาะสำหรับผู้ป่วยกลืนลำบากมาก
- ระดับ 5 อาหารบดหยาบมีเศษเล็กน้อย สำหรับผู้ป่วยที่กลืนดีขึ้น
- ระดับ 6 อาหารสับนุ่ม เคี้ยวง่าย สำหรับผู้ป่วยในระยะฟื้นตัว
- ระดับ 7 อาหารปกติที่อ่อนนุ่ม หลีกเลี่ยงของแข็งและเหนียว
โดยจะประเมินและกำหนดระดับอาหารฝึกกลืนที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย โดยเริ่มจากระดับที่ปลอดภัยที่สุดแล้วค่อย ๆ เพิ่มความซับซ้อนของอาหารเมื่อทักษะการกลืนดีขึ้น การปรับระดับนี้ใช้เวลาประมาณ 2-4 สัปดาห์ ขึ้นอยู่กับความก้าวหน้าของผู้ป่วย
อาหารเหลวระดับต่างๆ
อาหารเหลวในการฝึกกลืนแบ่งเป็น 4 ระดับแรกตามมาตรฐาน IDDSI โดยพิจารณาจากความเร็วในการไหลและความหนืด ซึ่งจะช่วยป้องกันการสำลักในผู้ป่วยที่มีปัญหาการกลืนอาหาร โดยเฉพาะในระยะเริ่มต้นของการฟื้นฟู
ระดับความหนืดของอาหารเหลวที่ใช้ในการฝึก ประกอบด้วย
- ระดับ 0 น้ำใสไหลเร็ว เช่น น้ำเปล่า ชา กาแฟ เสี่ยงสำลักมากที่สุด
- ระดับ 1 ของเหลวข้นเล็กน้อย คล้ายน้ำผลไม้ เหมาะสำหรับผู้ป่วยระยะกลาง
- ระดับ 2 ของเหลวข้นปานกลาง เทียบเท่ากับโยเกิร์ตชนิดดื่ม
- ระดับ 3 ของเหลวข้นมาก หนืดคล้ายน้ำผึ้ง ปลอดภัยที่สุดสำหรับผู้ป่วยรุนแรง
ซึ่งจะเริ่มจากระดับที่ปลอดภัยที่สุดและค่อย ๆ ลดความหนืดเมื่อทักษะการกลืนอาหารดีขึ้น การเปลี่ยนระดับแต่ละขั้นใช้เวลาประมาณ 3-5 วัน ขึ้นอยู่กับความก้าวหน้าของผู้ป่วย
อาหารข้นแต่ละขั้นตอน
อาหารฝึกกลืนในรูปแบบข้นครอบคลุมระดับ 4-7 ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญในการช่วยให้ผู้ป่วยกลับมารับประทานอาหารปกติได้อย่างปลอดภัย ซึ่งจะเริ่มจากเนื้อสัมผัสที่นุ่มและเรียบที่สุดก่อนค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นอาหารที่มีเศษและต้องเคี้ยวมากขึ้น
ลำดับการพัฒนาเนื้อสัมผัสอาหารในการฝึกกลืน มีดังนี้
- ระดับ 4 อาหารบดเนียนไม่มีเศษ เช่น ข้าวต้มบด โจ๊กข้น
- ระดับ 5 อาหารบดหยาบ มีเศษเล็กน้อย เช่น ข้าวต้มเมล็ดเล็ก
- ระดับ 6 อาหารสับนุ่ม เคี้ยวง่าย เช่น ข้าวสวยนิ่ม กับข้าวสับ
- ระดับ 7 อาหารปกติแต่อ่อนนุ่ม หลีกเลี่ยงของแข็งและเหนียว
การเปลี่ยนระดับจากอาหารบดไปสู่อาหารปกติใช้เวลาประมาณ 4-6 สัปดาห์ ขึ้นอยู่กับความก้าวหน้าของผู้ป่วย การติดตามอย่างใกล้ชิดจะช่วยให้การกลืนอาหารเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยที่สุด
เทคนิคกระตุ้นการกลืน มีอะไรบ้าง
เทคนิคในการฝึกกลืนมีหลายวิธีที่ช่วยกระตุ้นกล้ามเนื้อและระบบประสาทให้ทำงานได้ดีขึ้น ซึ่งจะเลือกใช้เทคนิคที่เหมาะสมกับสภาพของผู้ป่วยแต่ละราย เพื่อให้การกลืนอาหารเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย
เทคนิคหลักที่ใช้ในการกระตุ้นการกลืนประกอบด้วย
- การนวดและกระตุ้นกล้ามเนื้อรอบปาก ลิ้น และคอหอย
- การใช้อุณหภูมิเย็นหรือร้อนเพื่อกระตุ้นความรู้สึก
- การฝึกท่าทางการกลืนที่ถูกต้อง เช่น การก้มคาง หมุนศีรษะ
- การใช้เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ
- การฝึกความแข็งแรงของลิ้นด้วยแบบฝึกหัดเฉพาะ
การใช้เทคนิคเหล่านี้ในการฝึกกลืนผู้ป่วยหลอดเลือดสมอง จะช่วยให้ระบบประสาทและกล้ามเนื้อเรียนรู้การทำงานใหม่ได้เร็วขึ้น โดยการฝึกอย่างสม่ำเสมอเป็นเวลา 15-20 นาทีต่อครั้ง วันละ 3-4 ครั้ง จะให้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

ทำไมผู้ป่วยที่มีปัญหาในการกลืนอาหารถึงควรทำกายภาพบำบัดฝึกกลืน
ปัญหาการกลืนอาหารที่แก้ไขไม่ทันท่วงทีสามารถนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงได้ เช่น การติดเชื้อในปอดจากการสำลัก ภาวะขาดสารอาหาร และการขาดน้ำ เราจึงแนะนำให้เริ่มฝึกกลืนโดยเร็วที่สุดเพื่อช่วยให้ผู้ป่วยกลับมารับประทานอาหารได้อย่างปลอดภัย
ประโยชน์หลักของการทำกายภาพบำบัดในการฝึกกลืน มีดังนี้
- ป้องกันการสำลักและลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อในปอด
- เพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อปาก ลิ้น และคอหอย
- ช่วยให้ระบบประสาทเรียนรู้การควบคุมการกลืนใหม่
- รักษาสภาวะโภชนาการให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย
- เพิ่มคุณภาพชีวิตจากการได้รับประทานอาหารที่ชื่นชอบ
การเริ่มฝึกกลืนผู้ป่วยหลอดเลือดสมองภายใน 72 ชั่วโมง หลังจากอาการคงที่จะให้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด เนื่องจากเป็นช่วงเวลาทองที่สมองยังสามารถปรับตัวและเรียนรู้การใช้งานระบบประสาทส่วนอื่นเพื่อชดเชยส่วนที่เสียหายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ญาติควรระวังอะไรบ้างขณะฝึกกลืน
การฝึกกลืนที่บ้านต้องการความระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะหากเกิดการสำลักขึ้นจะอันตรายต่อชีวิตได้ แนะนำให้ญาติและผู้ดูแลเรียนรู้สัญญาณเตือนภัยและวิธีการปฐมพยาบาลเบื้องต้นก่อนเริ่มการกลืนอาหารที่บ้าน
สิ่งสำคัญที่ญาติต้องสังเกตและระวังระหว่างการฝึกกลืนประกอบด้วย
- สังเกตการไอ เสียงแหบ หรือเสียงเปลี่ยนหลังกลืนอาหาร
- ตรวจดูว่ามีอาหารค้างในช่องปากหรือไม่หลังกลืนเสร็จ
- วัดอุณหภูมิร่างกายเป็นประจำเพื่อเฝ้าระวังการติดเชื้อในปอด
- หยุดให้อาหารทันทีหากพบสัญญาณสำลักและรีบพาพบแพทย์
- เตรียมอุปกรณ์ดูดเสมหะไว้ใกล้มือสำหรับกรณีฉุกเฉิน
จุดสำคัญที่สุดคือการไม่ปล่อยให้ผู้ป่วยรับประทานอาหารคนเดียว ต้องมีคนดูแลอยู่ใกล้ตัวตลอด 30 นาที หลังรับประทานอาหาร เพื่อเฝ้าสังเกตอาการผิดปกติและให้ความช่วยเหลือทันทีหากจำเป็น การติดต่อทีมแพทย์เมื่อมีข้อสงสัยจะช่วยให้การฝึกเป็นไปอย่างปลอดภัยที่สุด
สรุป
การฝึกกลืนเป็นกระบวนการฟื้นฟูที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้ป่วยที่มีปัญหาการกลืนอาหาร โดยเฉพาะฝึกกลืนผู้ป่วยหลอดเลือดสมองที่ต้องการการดูแลเฉพาะทาง การเริ่มต้นฝึกตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง เพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ และปรับปรุงคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยให้กลับมารับประทานอาหารฝึกกลืนได้อย่างปลอดภัย
WALK WELL ให้บริการฝึกกลืนโดยทีมนายแพทย์ผู้ชำนาญการและนักกายภาพบำบัดมากประสบการณ์ ด้วยโปรแกรมที่ปรับได้ตามความต้องการของผู้ป่วยแต่ละราย พร้อมติดตามผลการรักษาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้ป่วยและครอบครัวมั่นใจในการฟื้นตัวและกลับไปใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ หากคุณหรือคนในครอบครัวต้องการคำปรึกษาเรื่องการฝึกกลืน สามารถติดต่อเราเพื่อรับการประเมินและวางแผนการฟื้นฟูที่เหมาะสมได้แล้ววันนี้
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับฝึกกลืน
การฝึกกลืนต้องใช้เวลาในการฝึกนานแค่ไหน
ระยะเวลาในการฝึกกลืนขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของปัญหาและความสม่ำเสมอในการฝึก โดยทั่วไปผู้ป่วยจะเริ่มเห็นความก้าวหน้าในช่วง 2-4 สัปดาห์แรก สำหรับผู้ป่วยหลอดเลือดสมองอาจต้องใช้เวลา 3-6 เดือนในการฟื้นฟูอย่างต่อเนื่อง
ระยะเวลาในการฝึกกลืนขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของปัญหาและความสม่ำเสมอในการฝึก โดยทั่วไปผู้ป่วยจะเริ่มเห็นความก้าวหน้าในช่วง 2-4 สัปดาห์แรก สำหรับผู้ป่วยหลอดเลือดสมองอาจต้องใช้เวลา 3-6 เดือนในการฟื้นฟูอย่างต่อเนื่อง
การฝึกกลืนมีประโยชน์อย่างไร
การกลืนอาหารที่ดีช่วยป้องกันการสำลักและปอดอักเสบ ลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อ และช่วยให้ผู้ป่วยสามารถรับประทานอาหารที่หลากหลายมากขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตและความมั่นใจในการรับประทานอาหาร
การกลืนอาหารที่ดีช่วยป้องกันการสำลักและปอดอักเสบ ลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อ และช่วยให้ผู้ป่วยสามารถรับประทานอาหารที่หลากหลายมากขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตและความมั่นใจในการรับประทานอาหาร
การฝึกกลืนสามารถทำเองได้ไหม
การฝึกกลืนผู้ป่วยหลอดเลือดสมองควรได้รับการประเมินและคำแนะนำจากทีมแพทย์ก่อน เพราะต้องมีการปรับระดับความข้นของอาหารและท่าทางที่เหมาะสม แม้จะสามารถฝึกเบื้องต้นที่บ้านได้ แต่ควรมีการติดตามจากผู้ชำนาญการเป็นระยะ
การฝึกกลืนผู้ป่วยหลอดเลือดสมองควรได้รับการประเมินและคำแนะนำจากทีมแพทย์ก่อน เพราะต้องมีการปรับระดับความข้นของอาหารและท่าทางที่เหมาะสม แม้จะสามารถฝึกเบื้องต้นที่บ้านได้ แต่ควรมีการติดตามจากผู้ชำนาญการเป็นระยะ
ท่านั่งหรือท่านอนแบบไหนที่ปลอดภัยที่สุด เวลาฝึกกลืนและรับประทานอาหาร
ท่าที่ปลอดภัยที่สุดคือท่านั่งตัวตรงเอาหลังพิง โดยยกหัวเตียงให้สูง 45-90 องศา คางชี้ลงเล็กน้อย และนั่งเป็นเวลา 15-30 นาทีหลังรับประทานอาหาร หลีกเลี่ยงท่านอนราบขณะกินอาหารฝึกกลืนเพื่อป้องกันการสำลัก
ท่าที่ปลอดภัยที่สุดคือท่านั่งตัวตรงเอาหลังพิง โดยยกหัวเตียงให้สูง 45-90 องศา คางชี้ลงเล็กน้อย และนั่งเป็นเวลา 15-30 นาทีหลังรับประทานอาหาร หลีกเลี่ยงท่านอนราบขณะกินอาหารฝึกกลืนเพื่อป้องกันการสำลัก
ฝึกกลืนไปสักพักแล้ว ผู้ป่วยมีโอกาสกลับมากินใกล้เคียงปกติได้ไหม
หลายผู้ป่วยที่ได้รับการฝึกกลืนอย่างต่อเนื่องสามารถกลับมารับประทานอาหารปกติได้ หรือใกล้เคียงปกติ โดยขึ้นอยู่กับความร่วมมือในการฝึกและการฟื้นฟูของระบบประสาท ที่ WALK WELL เราจะติดตามและประเมินความก้าวหน้าเป็นระยะเพื่อปรับแผนการรักษาให้เหมาะสม
หลายผู้ป่วยที่ได้รับการฝึกกลืนอย่างต่อเนื่องสามารถกลับมารับประทานอาหารปกติได้ หรือใกล้เคียงปกติ โดยขึ้นอยู่กับความร่วมมือในการฝึกและการฟื้นฟูของระบบประสาท ที่ WALK WELL เราจะติดตามและประเมินความก้าวหน้าเป็นระยะเพื่อปรับแผนการรักษาให้เหมาะสม