ADD ANYTHING HERE OR JUST REMOVE IT…

ภาวะหลอดเลือดแข็งตัว สาเหตุ อาการ และการดูแลป้องกัน

Share On: Facebook Line
Table of Contents

ภาวะหลอดเลือดแข็งเป็นปัญหาสุขภาพที่พบได้บ่อยในปัจจุบัน โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุและผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงต่างๆ การที่หลอดเลือดแข็งตัวและสูญเสียความยืดหยุ่นสามารถส่งผลกระทบต่อการไหลเวียนของเลือดไปยังอวัยวะสำคัญ เช่น หัวใจ สมอง และไต ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้ ในบทความนี้ เราจะมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับ ภาวะหลอดเลือดแข็ง หรือ Atherosclerosis ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร มีสาเหตุมาจากอะไรบ้าง รวมถึงอาการเตือนภัยที่ควรสังเกต นอกจากนี้ยังครอบคลุมถึงวิธีการตรวจวินิจฉัยที่แพทย์ใช้ในการประเมินภาวะนี้ และแนวทางการป้องกันที่สามารถช่วยลดความเสี่ยงได้ การเข้าใจถึงปัญหานี้จะช่วยให้เราสามารถดูแลสุขภาพของตนเองได้ดีขึ้น และเตรียมความพร้อมในการป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ภาวะหลอดเลือดแข็งตัว หรือ Atherosclerosis คืออะไร

Atherosclerosis คือ ภาวะที่ผนังหลอดเลือดแดงมีการสะสมของไขมัน คอเลสเตอรอล และสารอื่น ๆ จนเกิดเป็นคราบหนา เรียกว่า “แผ่นไขมัน” หรือ “plaque” ทำให้หลอดเลือดตีบแคบลงและแข็งตัว ภาวะหลอดเลือดแข็ง นี้เป็นสาเหตุสำคัญของโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมอง การเกิด หลอดเลือดแข็งตัว เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นอย่างช้า ๆ ตลอดหลายปี เริ่มจากการอักเสบของผนังหลอดเลือด จนไขมันเข้าไปสะสมและแข็งตัว ในที่สุดอาจทำให้เลือดไหลไปเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ ไม่เพียงพอ หรือเกิดการอุดตันได้ หากเกิดที่หลอดเลือดหัวใจจะทำให้เกิดโรคหัวใจ หากเกิดที่หลอดเลือดสมองอาจนำไปสู่ โรคหลอดเลือดสมอง ได้

สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ Arteriosclerosis มักไม่แสดงอาการในช่วงแรก จนกระทั่งหลอดเลือดตีบมากถึง 70% จึงจะมีอาการปรากฏ ดังนั้นการป้องกันและตรวจสุขภาพประจำปีจึงมีความสำคัญมาก

ความแตกต่างระหว่าง Atherosclerosis กับ Arteriosclerosis

หลายคนมักเข้าใจผิดระหว่าง Atherosclerosis กับ Arteriosclerosis โดยคิดว่าเป็นอาการเดียวกัน แต่จริง ๆ แล้วมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน Arteriosclerosis หมายถึงภาวะ หลอดเลือดแข็งตัว โดยทั่วไป ซึ่งรวมถึงหลายสาเหตุ ในขณะที่ Atherosclerosis เป็นเพียงประเภทหนึ่งของ Arteriosclerosis

ภาวะหลอดเลือดแข็ง ในรูปแบบ Atherosclerosis เกิดจากการสะสมของไขมันและคอเลสเตอรอลเป็นหลัก ส่วน Arteriosclerosis อื่น ๆ อาจเกิดจากการแข็งตัวของกล้ามเนื้อเรียบในผนังหลอดเลือด หรือเกิดจากแคลเซียมสะสม ทำให้การรักษาและการป้องกันแตกต่างกันไป การทำความเข้าใจความแตกต่างนี้จะช่วยในการดูแลสุขภาพได้อย่างถูกต้อง

กระบวนการเกิดหลอดเลือดแข็งในร่างกาย

เลือดแข็งตัวเกิดจาก กระบวนการที่เกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปตลอดหลายปี โดยเริ่มต้นจากการบาดเจ็บเล็ก ๆ ของผนังหลอดเลือดแดงภายใน เมื่อผนังหลอดเลือดเกิดการอักเสบ เซลล์เม็ดเลือดขาวจะเข้าไปซ่อมแซม แต่กลับทำให้เกิดการสะสมของไขมันและคอเลสเตอรอลในบริเวณนั้น

เมื่อเวลาผ่านไป ภาวะหลอดเลือดแข็ง จะค่อย ๆ พัฒนาขึ้น โดยแคลเซียมจะเข้าไปเกาะติดกับไขมันที่สะสม ทำให้แผ่นไขมันแข็งตัวมากขึ้น หากแผ่นไขมันนี้แตกหรือฉีกขาด จะทำให้เกิดลิ่มเลือดอุดตันได้ กระบวนการนี้ใช้เวลานานถึง 20-30 ปี จึงจะมีอาการปรากฏชัดเจน ทำให้หลายคนไม่รู้ตัวจนกระทั่งเกิดภาวะฉุกเฉิน ความเร็วในการเกิดหลอดเลือดแข็งตัว ขึ้นอยู่กับปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ เช่น การสูบบุหรี่ ความดันโลหิตสูง และระดับคอเลสเตอรอลในเลือดสูง ยิ่งมีปัจจัยเสี่ยงมาก กระบวนการก็จะเกิดเร็วขึ้น

สาเหตุของหลอดเลือดแข็งตัว

เลือดแข็งตัวเร็ว เป็นเพราะเหตุใด เป็นคำถามที่หลายคนสงสัย โดยสาเหตุหลักมาจากการสะสมของไขมันและคอเลสเตอรอลในผนังหลอดเลือดแดง ซึ่งเกิดขึ้นจากหลายปัจจัยที่สานต่อกัน การสูบบุหรี่เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ทำให้เกิด ภาวะหลอดเลือดแข็ง เร็วขึ้น เพราะสารพิษในบุหรี่จะทำลายผนังหลอดเลือดภายใน

โรคประจำตัวต่าง ๆ เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดสูง เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ หลอดเลือดแข็งตัว เร็วขึ้น นอกจากนี้ การขาดการออกกำลังกาย การรับประทานอาหารไขมันสูง และความเครียดเรื้อรัง ก็เป็นปัจจัยที่เร่งให้เกิดภาวะนี้

ปัจจัยเสี่ยงหลักที่ทำให้เกิด เส้นเลือดแข็ง มีดังนี้

  • การสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ
  • โรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ดี
  • ระดับคอเลสเตอรอล LDL สูงเกิน 130 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร
  • น้ำหนักเกินและขาดการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

ปัจจัยเสี่ยงที่ควบคุมได้

ข่าวดีคือหลายสิ่งที่ทำให้เกิด ภาวะหลอดเลือดแข็ง สามารถปรับเปลี่ยนได้ด้วยตนเอง การเลิกบุหรี่เป็นก้าวแรกที่สำคัญที่สุด เพราะสารพิษในบุหรี่จะทำลายผนังหลอดเลือดโดยตรง การควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติและออกกำลังกายสม่ำเสมออย่างน้อย 30 นาที ต่อวัน 5 วันต่อสัปดาห์ จะช่วยลดความเสี่ยงได้มาก

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินเป็นอีกปัจจัยสำคัญในการป้องกัน หลอดเลือดแข็งตัว การลดอาหารทอด เค็ม หวาน และเพิ่มผัก ผลไม้ ปลา และธัญพืชเต็มเมล็ดจะช่วยลดการอักเสบในหลอดเลือด นอกจากนี้ การจัดการความเครียดและนอนหลับให้เพียงพอ 7-8 ชั่วโมงต่อคืนก็มีส่วนช่วยในการป้องกัน

ปัจจัยเสี่ยงที่ควบคุมไม่ได้

แม้เราจะพยายามดูแลสุขภาพอย่างดี แต่ก็มีปัจจัยบางอย่างที่ทำให้เกิด ภาวะหลอดเลือดแข็ง ที่เราไม่สามารถควบคุมได้ อายุเป็นปัจจัยสำคัญ โดยเฉพาะผู้ชายที่มีอายุมากกว่า 45 ปี และผู้หญิงมากกว่า 55 ปี จะมีความเสี่ยงสูงขึ้น เพราะผนังหลอดเลือดจะเสื่อมสภาพตามธรรมชาติ

เพศและพันธุกรรมก็เป็นปัจจัยที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ผู้ชายมีความเสี่ยงต่อหลอดเลือดแข็งตัว สูงกว่าผู้หญิง และหากมีประวัติครอบครัวเป็นโรคหัวใจหรือเส้นเลือดสมอง ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นอีก แต่การรู้จักปัจจัยเหล่านี้จะช่วยให้เราสามารถเตรียมความพร้อมและดูแลตัวเองได้ดีขึ้น

ภาวะหลอดเลือดแข็งตัว อันตรายไหม

คำตอบคือ อันตรายมาก หากไม่ได้รับการดูแลที่เหมาะสม ภาวะหลอดเลือดแข็ง เป็นสาเหตุอันดับต้น ๆ ของการเสียชีวิตทั่วโลก เพราะอาจนำไปสู่โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ หัวใจวาย และโรคหลอดเลือดสมอง ที่น่ากลัวคือ หลอดเลือดแข็งตัว มักไม่มีอาการในระยะแรก จนกระทั่งหลอดเลือดตีบมากกว่า 70% จึงจะเริ่มมีอาการปรากฏ

ความอันตรายที่แท้จริงเกิดขึ้นเมื่อแผ่นไขมันในผนังหลอดเลือดแตกหรือฉีกขาด ทำให้เกิดลิ่มเลือดอุดตันทันที หากเกิดขึ้นที่หลอดเลือดหัวใจ จะทำให้เกิดอาการหัวใจวายภายใน 20 นาที หากเกิดที่หลอดเลือดสมอง จะทำให้เกิดอัมพาตหรือพูดไม่ได้ การรู้จักอาการเตือนและเข้ารับการตรวจสุขภาพเป็นประจำจึงเป็นสิ่งสำคัญ

แม้จะฟังดูน่ากลัว แต่ข่าวดีคือ เส้นเลือดแข็ง สามารถป้องกันและชะลอการเกิดได้ ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน การออกกำลังกาย และการตรวจสุขภาพเป็นประจำ การดูแลตัวเองอย่างต่อเนื่องสามารถลดความเสี่ยงได้ถึง 80%

ผลกระทบต่อหัวใจและสมอง

หัวใจและสมองเป็นอวัยวะที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดจาก ภาวะหลอดเลือดแข็ง เพราะต้องการเลือดไปเลี้ยงตลอดเวลา เมื่อหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจตีบลง จะทำให้เกิดอาการเจ็บหน้าอก หายใจไม่อิ่ม และในที่สุดอาจนำไปสู่อาการหัวใจวาย ส่วนหลอดเลือดสมองที่ตีบจะทำให้สมองขาดออกซิเจน ก่อให้เกิดอาการเวียนหัว ความจำเสื่อม หรือแย่ที่สุดคืออัมพาต

ที่น่ากลัวคือ หลอดเลือดแข็งตัว สามารถทำให้เกิดการอุดตันอย่างฉับพลัน หากแผ่นไขมันแตก โอกาสหัวใจวายหรือโรคหลอดเลือดสมองจะเกิดขึ้นภายใน 4-6 ชั่วโมง ทีมแพทย์จึงเน้นย้ำให้ผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงต้องเฝ้าระวังอาการและรู้จักเตรียมตัวเมื่อมีสัญญาณเตือน

ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น

นอกจากโรคหัวใจและสมองแล้ว ภาวะหลอดเลือดแข็ง ยังสามารถก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพอื่น ๆ ที่ร้ายแรงได้อีกมากมาย การที่หลอดเลือดส่วนปลายตีบจะทำให้เลือดไปเลี้ยงแขนขาไม่เพียงพอ ส่งผลให้เกิดอาการปวดขาขณะเดิน แผลที่รักษายาก หรือในกรณีรุนแรงอาจต้องตัดแขนขา

ไตก็เป็นอีกอวัยวะหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจาก หลอดเลือดแข็งตัว เมื่อหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงไตตีบลง จะทำให้ไตทำงานได้ไม่เต็มที่ ความดันโลหิตสูงขึ้น และอาจนำไปสู่โรคไตเรื้อรัง การรู้จักสัญญาณเตือนเหล่านี้จึงสำคัญมาก เพราะการรักษาที่รวดเร็วสามารถลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนได้อย่างมีนัยสำคัญ

อาการภาวะหลอดเลือดแข็ง

ปัญหาใหญ่ของ ภาวะหลอดเลือดแข็ง คือมักไม่มีอาการเตือนในระยะแรก ทำให้หลายคนไม่รู้ตัวว่าตนเองกำลังเสี่ยง จนกระทั่งหลอดเลือดตีบรุนแรงหรือเกิดการอุดตันแล้วจึงเริ่มมีอาการ อาการที่ปรากฏขึ้นจะขึ้นอยู่กับตำแหน่งหลอดเลือดที่ได้รับผลกระทบ หากเป็นหลอดเลือดหัวใจจะรู้สึกเจ็บหน้าอกแน่นหรือกดทับ โดยเฉพาะเมื่อออกแรงหรือเครียด

เมื่อหลอดเลือดแข็งตัว ส่งผลกระทบต่อสมองจะเกิดอาการเวียนหัว หน้ามืด ความจำเสื่อม พูดไม่ชัด หรืออ่อนแรงข้างเดียว หากหลอดเลือดขาตีบจะมีอาการปวดขาเมื่อเดิน ต้องหยุดพักบ่อย ๆ หรือเท้าเย็นผิดปกติ สิ่งที่ทีมแพทย์เน้นย้ำคือการรู้จัก สัญญาณอันตราย เช่น เจ็บหน้าอกรุนแรง แขนขาอ่อนแรงฉับพลัน หรือพูดไม่ชัด ซึ่งต้องรีบปรึกษาแพทย์ทันที

อาการแสดงของ โรคหลอดเลือดแดงแข็ง มักเกิดขึ้นเป็นช่วง ๆ และอาจดูเหมือนอาการธรรมดา จึงทำให้ผู้ป่วยหลายคนมองข้าม การตรวจสุขภาพประจำปีจึงมีความสำคัญมาก เพราะสามารถตรวจพบความผิดปกติก่อนที่จะมีอาการรุนแรง

อาการเบื้องต้นที่ควรสังเกต

อาการแรกเริ่มของ ภาวะหลอดเลือดแข็ง มักจะเป็นความรู้สึกเหนื่อยล้าผิดปกติ เจ็บหน้าอกเล็กน้อยเมื่อออกแรงหรือเดินขึ้นบันได หรือรู้สึกแน่นหน้าอกแป้นๆ อาการเหล่านี้มักเกิดขึ้นไม่นาน แล้วหายไป จึงทำให้หลายคนมองข้ามและคิดว่าเป็นแค่ความเหนื่อยล้าธรรมดา

สัญญาณเตือนที่สำคัญรวมถึงอาการเวียนหัวบ่อยๆ แขนขาชาเป็นช่วงๆ หรือใจสั่นเมื่อเครียด หากพบอาการแบบนี้ควรจดบันทึกและปรึกษาแพทย์ เพราะ เส้นเลือดแข็ง ในระยะแรกยังสามารถชะลอหรือป้องกันได้ หากได้รับการดูแลที่เหมาะสม การรู้จักสัญญาณเหล่านี้อาจช่วยป้องกันปัญหาใหญ่ในอนาคตได้

วิธีตรวจวินิจฉัยภาวะหลอดเลือดแข็งตัว

การตรวจวินิจฉัย ภาวะหลอดเลือดแข็ง เริ่มต้นจากการซักประวัติและตรวจร่างกายโดยแพทย์ ซึ่งจะประเมินปัจจัยเสี่ยงต่างๆ อย่างความดันโลหิต ไขมันในเลือด น้ำตาลในเลือด รวมถึงการฟังเสียงหัวใจและชีพจร การตรวจเลือดเป็นขั้นตอนสำคัญเพื่อดูระดับคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ที่อาจทำให้ หลอดเลือดแข็งตัว เร็วขึ้น

เมื่อต้องการตรวจดูความรุนแรงของการตีบตัน แพทย์จะใช้เทคโนลอยีต่างๆ เช่น การทำ EKG เพื่อดูการทำงานของหัวใจ หรือการตรวจ Ultrasound หลอดเลือดเพื่อดูการไหลของเลือด ในกรณีที่ต้องการความแม่นยำสูง อาจต้องทำ CT Angiography หรือ Cardiac Catheterization เพื่อดูภาพหลอดเลือดอย่างละเอียด ทีมแพทย์จะเลือกวิธีตรวจที่เหมาะสมกับอาการและความเสี่ยงของแต่ละคน

ข่าวดีคือการตรวจหาปัญหา เส้นเลือดแข็ง ในปัจจุบันทำได้ง่ายและแม่นยำมากขึ้น การตรวจสุขภาพประจำปีสามารถช่วยตรวจพบความผิดปกติตั้งแต่เนิ่นๆ ก่อนที่จะมีอาการรุนแรง ทำให้สามารถเริ่มการรักษาได้ทันท่วงที

วิธีป้องกันภาวะหลอดเลือดแดงแข็งตัว

การป้องกันภาวะหลอดเลือดแข็ง เป็นสิ่งที่ทำได้จริงและมีประสิทธิภาพมากกว่าการรักษา การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในชีวิตประจำวันถือเป็นกุญแจสำคัญในการลดความเสี่ยง โดยเฉพาะการออกกำลังกายสม่ำเสมออย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน และการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ลดการทานอาหารที่มีไขมันสูงและของหวาน

แนะนำให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมหลายด้านเพื่อช่วยป้องกัน หลอดเลือดแข็งตัว ได้อย่างมีประสิทธิภาพ กิจกรรมและแนวทางที่สำคัญรวมถึง

  • เลิกสูบบุหรี่และหลีกเลี่ยงควันบุหรี่มือสอง
  • ควบคุมความดันโลหิตและระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
  • รับประทานผักผลไม้และธัญพืชที่มีใยอาหารสูง
  • จำกัดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  • จัดการความเครียดด้วยการพักผ่อนให้เพียงพอ

การตรวจสุขภาพเป็นประจำทุก 6-12 เดือน ช่วยให้ตรวจพบปัญหาตั้งแต่เนิ่นๆ ก่อนที่จะเกิดเป็น เส้นเลือดแข็ง รุนแรง ซึ่งจะช่วยให้การป้องกันและรักษามีประสิทธิภาพมากขึ้น

สรุป เรื่องภาวะหลอดเลือดแข็งตัว

ภาวะหลอดเลือดแข็ง เป็นปัญหาสุขภาพที่เกิดจากการสะสมของไขมันและคอเลสเตอรอลในผนังหลอดเลือดแดง ทำให้หลอดเลือดตีบแคบและแข็งตัว ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมอง แม้ว่า หลอดเลือดแข็งตัว จะเป็นภาวะที่อันตราย แต่สามารถป้องกันและชะลอการเกิดได้ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การออกกำลังกายสม่ำเสมอ การรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ และการตรวจสุขภาพเป็นประจำ

หากคุณหรือคนในครอบครัวเคยเป็นโรคหลอดเลือดสมองมาก่อน หรือมีปัจจัยเสี่ยงต่างๆ การฟื้นฟูและดูแลอย่างเป็นระบบเป็นสิ่งสำคัญ WALK WELL พร้อมให้บริการฟื้นฟูผู้ป่วยหลอดเลือดสมองด้วยทีมอายุรแพทย์ระบบประสาทและแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู มีโปรแกรมกายภาพบำบัดที่ปรับตามความต้องการของแต่ละบุคคล พร้อมติดตามผลอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้คุณกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีได้อีกครั้ง

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ ภาวะหลอดเลือดแข็ง

ภาวะหลอดเลือดแข็ง มีอาการเตือนไหม

ภาวะหลอดเลือดแข็งในระยะเริ่มต้นมักไม่มีอาการชัดเจน แต่เมื่อหลอดเลือดแข็งตัวมากขึ้น อาจมีอาการเหนื่อยง่าย หายใจเร็ว หรือเจ็บแน่นหน้าอก เมื่อร่างกายต้องการเลือดมาเลี้ยงมากขึ้น การตรวจสุขภาพประจำปีจึงสำคัญมากในการติดตามภาวะนี้

ภาวะหลอดเลือดแข็งเกี่ยวข้องกับโรคหลอดเลือดสมองไหม

โรคหลอดเลือดแดงแข็ง อาการเกี่ยวข้องโดยตรงกับโรคหลอดเลือดสมอง เมื่อเส้นเลือดแข็งในสมอง จะทำให้การไหลเวียนของเลือดลดลง ส่งผลให้เสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมองตีบหรือแตก ดังนั้นการควบคุม arteriosclerosis จึงเป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง

เป็นภาวะหลอดเลือดแข็งตัว ควรกินอาหารแบบไหน

ควรเลือกอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวต่ำ เพิ่มผัก ผลไม้ และปลาทะเล ลดเกลือ น้ำตาล และหลีกเลี่ยงอาหารทอดจัด เนื่องจากเลือดแข็งตัว เกิดจากการสะสมของไขมันในผนังหลอดเลือด การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินจะช่วยชะลอการเสื่อมของหลอดเลือดได้

Atherosclerosis คือ อะไร

Atherosclerosis คือ ภาวะที่ผนังหลอดเลือดแดงมีการสะสมของไขมัน คอเลสเตอรอล และสารอื่นๆ ทำให้ผนังหลอดเลือดหนาขึ้นและแข็งตัว ซึ่งแตกต่างจาก arteriosclerosis ที่หมายถึงการแข็งตัวโดยรวมของหลอดเลือดแดง

เลือดแข็งตัวเร็ว เป็นเพราะเหตุใด

เลือดแข็งตัวเร็ว เป็นเพราะเหตุใด มักเกิดจากปัจจัยหลายอย่าง เช่น การสูบบุหรี่ โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ระดับคอเลสเตอรอลสูง ความเครียด และการขาดออกกำลังกาย ปัจจัยเหล่านี้ทำให้กระบวนการเลือดแข็งตัวเร่งไวขึ้นกว่าปกติ

บทความนี้ถูกตรวจทานโดย

หมอขวัญ นพ.ขวัญ ศรีศิลป

ว.51094
MD., Physical Medicine & Rehabilitation (PM&R / Physiatrist)