ADD ANYTHING HERE OR JUST REMOVE IT…

สำลักอาหารบ่อย เกิดจากสาเหตุใดบ้าง พร้อมแนวทางป้องกัน

Share On: Facebook Line
Table of Contents

การสำลักอาหารเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะในผู้สูงอายุและผู้ป่วยหลอดเลือดสมอง หลายคนอาจสงสัยว่าสำลักอาหารบ่อยเกิดจากสาเหตุหรืออะไร และทำไมบางคนจึงมีอาการสำลักอาหารบ่อยกว่าคนปกติ ซึ่งปัญหานี้ไม่ควรมองข้าม เพราะหากปล่อยไว้อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้ ในบทความนี้เราจะมาเจาะลึกถึงสาเหตุสำคัญของการสำลักอาหารที่เกิดขึ้นบ่อย รวมถึงเหตุผลที่ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองมักจะสำลักข้าวหรือสำลักน้ำง่ายกว่าคนอื่น นอกจากนี้ยังจะพูดถึงระดับอันตรายของอาการสำลักบ่อย และแนวทางการป้องกันที่สามารถช่วยลดความเสี่ยงได้ หากคุณหรือคนในครอบครัวพบปัญหาเหล่านี้ การทำความเข้าใจกลไกของการเกิดสำลักจะช่วยให้สามารถจัดการและป้องกันได้อย่างเหมาะสม

สาเหตุสำคัญที่ทำให้สำลักอาหารบ่อย เกิดจากอะไร

สําลักอาหารบ่อยเกิดจากหลายปัจจัยที่ส่งผลต่อระบบการกลืนและการควบคุมทางเดินหายใจ พบว่าผู้ป่วยที่มีอาการสำลักบ่อยมักมีปัญหาในการประสานงานระหว่างกล้ามเนื้อลิ้น คอหอย และกล่องเสียง ทำให้อาหารเข้าหลอดลมได้ง่าย โดยเฉพาะในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองและผู้สูงอายุที่มีการควบคุมระบบประสาทเปลี่ยนแปลงไป

สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดการสําลัก เกิดจากปัญหาต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

  • ความอ่อนแรงของกล้ามเนื้อรอบปากและคอหอย ทำให้ควบคุมการเคลื่อนไหวของอาหารได้ไม่ดี
  • การทำงานผิดปกติของกล่องเสียงที่ไม่สามารถปิดทางเดินหายใจได้ทันเวลา
  • ปัญหาการกลืนที่ช้าหรือไม่สมบูรณ์ ทำให้อาหารค้างอยู่ในคอ
  • การรับประทานอาหารที่มีเนื้อสัมผัสไม่เหมาะสม เช่น ของเหลวใสหรืออาหารเปียกแฉะ

ผู้ป่วยที่มีอาการสำลักอาหารบ่อยควรได้รับการประเมินจากทีมแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง เนื่องจากภาวะนี้อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง เช่น ปอดบวมจากการติดเชื้อ การขาดสารอาหาร และปัญหาทางเดินหายใจ ระยะเวลาในการปรับปรุงอาการขึ้นอยู่กับสาเหตุหลัก แต่โดยเฉลี่ยจะใช้เวลาประมาณ 2-4 สัปดาห์ ในการฟื้นฟูหากได้รับการดูแลที่เหมาะสม

ปัญหาการกลืนที่เกิดจากความเสื่อมของระบบประสาท

ความเสื่อมของระบบประสาทเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้สําลักอาหารบ่อยเกิดจากการทำงานผิดปกติของเส้นประสาทที่ควบคุมกล้ามเนื้อการกลืน ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง พาร์กินสัน หรือความจำเสื่อมมักพบปัญหาสำลักอาหารเนื่องจากสมองไม่สามารถส่งสัญญาณควบคุมการกลืนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สังเกตว่าผู้ป่วยที่มีระบบประสาทเสื่อมจะมีอาการสำลักมากขึ้นตามระดับความรุนแรงของโรค โดยเฉพาะในช่วงเวลากลางคืนหรือเมื่อรู้สึกเหนื่อยล้า การประสานงานระหว่างลิ้น คอหอย และกล่องเสียงจะทำงานช้าลง ทำให้ควบคุมอาหารเข้าหลอดลมได้ยากขึ้น การดูแลผู้ป่วยกลุ่มนี้ต้องเน้นการปรับเนื้อสัมผัสอาหารและการฝึกฟื้นฟูอย่างต่อเนื่อง

โรคหลอดเลือดสมองกับปัญหาการสำลักอาหาร

ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองมักประสบปัญหาสําลักอาหารบ่อยเกิดจากความเสียหายของบริเวณสมองที่ควบคุมการกลืน โดยเฉพาะเมื่อหลอดเลือดสมองส่วน Middle Cerebral Artery ได้รับความเสียหาย จะส่งผลต่อการทำงานของกล้ามเนื้อลิ้น ใบหน้า และคอหอยโดยตรง ผู้ป่วยจะมีอาการสำลักได้ง่ายแม้กับอาหารและเครื่องดื่มที่เคยรับประทานได้ปกติ

พบว่าอาการสำลักอาหารมักเกิดขึ้นในช่วง 48-72 ชั่วโมง แรกหลังเกิดโรค เนื่องจากการประสานงานระหว่างระบบกลืนและระบบหายใจยังไม่กลับมาเป็นปกติ ผู้ป่วยจึงมีความเสี่ยงสูงต่อการสำลักน้ำและอาหารเหลว การประเมินความปลอดภัยในการกลืนจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องดำเนินการทันทีเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อันตราย

กล้ามเนื้อหลอดอาหารอ่อนแอจากภาวะผู้สูงอายุ

ผู้สูงอายุมักพบปัญหาสำลักอาหารบ่อยเกิดจากกล้ามเนื้อหลอดอาหารที่อ่อนแรงลงตามธรรมชาติของวัย เมื่ออายุมากขึ้นกล้ามเนื้อรอบคอและหลอดอาหารจะทำงานช้าลงและแข็งแรงน้อยลง ทำให้การดันอาหารจากปากลงสู่กระเพาะอาหารไม่ราบรื่น ส่งผลให้เกิดอาการสำลักบ่อย โดยเฉพาะกับอาหารที่มีเนื้อสัมผัสแข็งหรือเหนียว

หลังอายุ 65 ปี ขึ้นไป ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อการกลืนจะลดลงประมาณ 20-30% ผู้สูงอายุจึงควรใช้วิธีป้องกันการสำลักในผู้สูงอายุ โดยการรับประทานอาหารเป็นคำเล็ก ๆ เคี้ยวให้ละเอียด และหลีกเลี่ยงการดื่มของเหลวขณะมีอาหารในปาก การปรับเนื้อสัมผัสอาหารให้อ่อนนุ่มขึ้นจะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอาหารเข้าหลอดลมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การกินอาหารเร็วเกินไปและไม่เคี้ยวให้ละเอียด

การกินอาหารอย่างรีบเร่งเป็นสาเหตุที่สําลักอาหารบ่อยเกิดจากพฤติกรรมการรับประทานที่ไม่เหมาะสม โดยเฉพาะการสำลักข้าวมักเกิดจากการกลืนข้าวที่เคี้ยวไม่ละเอียดหรือใส่เข้าปากมากเกินไป แนะนำให้เคี้ยวอาหารอย่างน้อย 20-30 ครั้ง ต่อคำ เพื่อให้อาหารละเอียดและเคลือบด้วยน้ำลายก่อนกลืน

นิสัยรับประทานอาหารเร็วทำให้ระบบการกลืนไม่มีเวลาเตรียมตัว ส่งผลให้เกิดอาการสำลักและอาหารเข้าหลอดลมได้ง่าย การปรับพฤติกรรมโดยการใช้เวลารับประทานอาหารอย่างช้า ๆ และหยุดพูดขณะมีอาหารในปากจะช่วยลดความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ

ผู้ป่วยที่มีอาการสำลักอาหารบ่อย อันตรายแค่ไหน

ผู้ป่วยที่สําลักอาหารบ่อยเกิดจากปัญหาต่าง ๆ จะพบกับความเสี่ยงร้ายแรงหลายประการ โดยเฉพาะภาวะปอดบวมจากการติดเชื้อที่เกิดขึ้นเมื่ออาหารเข้าหลอดลมและสะสมในปอด ชี้ให้เห็นว่าผู้ป่วยที่มีสำลักบ่อยมีความเสี่ยงเป็น Aspiration Pneumonia สูงถึง 70-80% หากไม่ได้รับการดูแลที่เหมาะสม

ภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายจากอาการสำลัก มีดังนี้

  • ปอดบวมจากการติดเชื้อ ซึ่งอาจรุนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิต
  • การขาดสารอาหารและน้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็ว
  • ภาวะขาดออกซิเจนเฉียบพลันจากการสำลัก
  • การสูญเสียคุณภาพชีวิตจากความกลัวในการรับประทานอาหาร

ผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีความบกพร่องทางระบบประสาท จำเป็นต้องได้รับการติดตามอาการสำลักอาหารอย่างใกล้ชิด การปรับเปลี่ยนเนื้อสัมผัสอาหาร การฝึกกลืน และการประเมินด้วยผู้ชำนาญการจะช่วยลดความเสี่ยงเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ภาวะปอดอักเสบจากการสำลักอาหาร

ผู้ป่วยที่สําลักอาหารบ่อยเกิดจากปัญหาการกลืนผิดปกติมีความเสี่ยงสูงต่อภาวะปอดอักเสบจากการติดเชื้อ เรียกว่า Aspiration Pneumonia เมื่ออาหารเข้าหลอดลมพร้อมกับเชื้อโรคจากช่องปาก จะไปสะสมในปอดและทำให้เกิดการอักเสบ อาการเริ่มต้นอาจมีไข้ ไอมีเสมหะ และหายใจลำบากภายใน 24-48 ชั่วโมง หลังการสำลัก

มักพบว่าผู้สูงอายุและผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่มีอาการสำลักจะมีภาวะนี้ได้ง่ายกว่าคนปกติ เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอและการขับเสมหะออกจากปอดทำได้ไม่มีประสิทธิภาพ การรักษาต้องใช้ยาปฏิชีวนะและการดูแลสนับสนุน หากรุนแรงอาจต้องเข้าไอซียู ดังนั้นการป้องกันการสำลักจึงสำคัญกว่าการรักษา

ผลกระทบต่อระบบหายใจและปอด

ผู้ป่วยที่สําลักอาหารบ่อยเกิดจากปัญหาการกลืนจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบหายใจและปอด เมื่ออาหารเข้าหลอดลมจะทำให้เกิดการระคายเคือง ปอดอักเสบ และอาจนำไปสู่ภาวะขาดออกซิเจน พบว่าผู้ป่วยมักมีอาการไอรุนแรง หายใจเร็ว และมีเสียงแหบหลังจากสำลักอาหาร โดยเฉพาะในช่วง 2-4 ชั่วโมง แรก

การสำลักที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ จะทำให้ปอดมีรอยแผลเป็น ลดความยืดหยุ่นของปอด และส่งผลให้ความจุปอดลดลง ผู้ป่วยจะรู้สึกเหนื่อยได้ง่าย หายใจลำบากแม้ในการทำกิจกรรมเล็กน้อย การติดตามอาการสำลักบ่อยและป้องกันไม่ให้อาหารเข้าสู่ระบบหายใจจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการรักษาสุขภาพปอดระยะยาว

ความเสี่ยงจากการขาดออกซิเจนในสมอง

ผู้ป่วยที่สําลักอาหารบ่อยเกิดจากปัญหาต่าง ๆ มีความเสี่ยงต่อการขาดออกซิเจนในสมองจากการหายใจไม่เพียงพอ เมื่ออาหารเข้าหลอดลมหรือกลืนผิดท่อจนทำให้ทางเดินหายใจอุดตัน สมองจะได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอภายในระยะเวลา 3-5 นาที ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดความเสียหายถาวรต่อเซลล์สมอง

มีการสังเกตว่าอาการขาดออกซิเจนในสมองจะแสดงออกมาด้วยอาการสับสน หน้าซีด ปลายนิ้วเขียว และหมดสติ การสำลักบ่อยโดยเฉพาะในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองและผู้สูงอายุจึงเป็นสัญญาณเตือนที่ต้องรีบดูแลเร่งด่วน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงที่อาจส่งผลต่อการทำงานของสมองในระยะยาว

แนวทางป้องกันผู้ป่วยสำลักอาหาร

การป้องกันการสำลักอาหารต้องเริ่มจากการเข้าใจสาเหตุที่สําลักอาหารบ่อยเกิดจากปัญหาต่าง ๆ และปรับวิธีการรับประทานให้เหมาะสม แนะนำให้เน้นวิธีป้องกันการสำลักในผู้สูงอายุและผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่มีปัญหาการกลืนผิดปกติ

หลักการป้องกันที่สำคัญที่สุดคือการปรับเนื้อสัมผัสอาหารให้เหมาะสมกับความสามารถในการกลืนของผู้ป่วยแต่ละราย อาหารที่เสี่ยงต่อการสำลักข้าวหรืออาหารแข็งอื่น ๆ ควรปรับให้นุ่มหรือบดให้ละเอียดก่อน การใช้เวลารับประทานอย่างช้า ๆ และเคี้ยวให้ละเอียดเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะการใช้เวลาอย่างน้อย 30 นาที ต่อมื้อ

นอกจากนี้การฝึกท่าทางการกลืนที่ถูกต้อง การนั่งในตำแหน่งที่เหมาะสม และการหลีกเลี่ยงการพูดในขณะรับประทานอาหารจะช่วยลดความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ หากเกิดการสำลักบ่อยควรปรึกษาแพทย์หรือนักกิจกรรมบำบัดเพื่อประเมินการกลืนและวางแผนการดูแลที่เหมาะสม

เทคนิคการกินอาหารที่ปลอดภัยสำหรับผู้ป่วย

การป้องกันปัญหาที่สําลักอาหารบ่อยเกิดจากการกินอาหารผิดวิธีสามารถทำได้โดยการใช้เทคนิคที่เหมาะสม แนะนำให้ผู้ป่วยนั่งตัวตรงหรือเอาหลังพิงในมุม 45-90 องศา ขณะรับประทานอาหาร และใช้เวลาเคี้ยวอาหารอย่างช้า ๆ เพื่อให้การกลืนเป็นไปอย่างปลอดภัย

เทคนิคการรับประทานอาหารที่ช่วยป้องกันการสำลักอาหาร มีดังต่อไปนี้

  • กินทีละคำเล็ก ๆ และเคี้ยวให้ละเอียดก่อนกลืน
  • หลีกเลี่ยงการพูดขณะมีอาหารในปาก
  • ดื่มน้ำทีละนิดเพื่อช่วยในการกลืน
  • หยุดการรับประทานหากรู้สึกเหนื่อย

สำหรับผู้ป่วยที่มีปัญหาสำลักข้าวหรืออาหารแข็ง ควรปรับเนื้อสัมผัสให้นุ่มลงและหลีกเลี่ยงอาหารที่มีเนื้อสัมผัสผสมกัน เช่น ข้าวต้มที่มีทั้งน้ำและเมล็ดข้าว การใช้เวลารับประทานอาหารอย่างเพียงพอและไม่รีบร้อนจะช่วยลดความเสี่ยงจากการสำลักได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การปรับเนื้อสัมผัสอาหารให้เหมาะสม

การปรับเนื้อสัมผัสอาหารเป็นวิธีที่สำคัญในการป้องกัน ปัญหาสําลักอาหารบ่อยเกิดจากอาหารที่มีเนื้อสัมผัสไม่เหมาะสมกับความสามารถในการกลืนของผู้ป่วย แนะนำให้ปรับอาหารตามมาตรฐาน IDDSI ซึ่งแบ่งเป็น 7 ระดับ ตั้งแต่ของเหลวใสจนถึงอาหารปกติ

สำหรับผู้ป่วยที่มีปัญหาสำลักข้าวหรืออาหารแข็ง ควรเริ่มจากอาหารบดละเอียดหรือปั่นจนเนียน จากนั้นค่อย ๆ เพิ่มความหยาบขึ้นเป็นอาหารสับละเอียด และอาหารอ่อนตามลำดับ การหลีกเลี่ยงอาหารที่มีเนื้อสัมผัสผสม เช่น ก๋วยเตี๋ยวน้ำหรือลอดช่องที่มีทั้งของแข็งและของเหลวจะช่วยลดความเสี่ยงจากการสําลักเกิดจากการควบคุมการกลืนที่ลำบากได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ผู้ป่วย Stroke ทำไมถึงสำลักข้าว สำลักน้ำง่ายกว่าคนอื่น

ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่สําลักอาหารบ่อยเกิดจากการที่เส้นเลือดในสมองบริเวณที่ควบคุมการกลืนเสียหาย ทำให้กล้ามเนื้อลิ้น คอหอย และใบหน้าด้านหนึ่งอ่อนแรง เมื่อระบบประสาทส่วนที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของปาก ลิ้น และกล้ามเนื้อคอหอยไม่ทำงานปกติ จะทำให้ควบคุมการกลืนได้ยาก

สาเหตุหลักที่ผู้ป่วย Stroke สำลักข้าวและสำลักน้ำง่ายมีดังต่อไปนี้

  • ลิ้นอ่อนแรงข้างหนึ่ง ไม่สามารถดันอาหารไปยังคอหอยได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ฝากล่องเสียงปิดช้า ทำให้อาหารลงหลอดลมได้ง่าย
  • รู้สึกตัวในช่องปากลดลง ไม่รู้ว่าอาหารยังค้างอยู่
  • เคี้ยวไม่สม่ำเสมอเพราะกล้ามเนื้อใบหน้าอ่อนแรง

พบว่าผู้ป่วย Stroke มีความเสี่ยงสำลักสูงถึง 40-70% โดยเฉพาะในช่วง 2 สัปดาห์แรกหลังป่วย การสำลักบ่อยในผู้ป่วยกลุ่มนี้จึงต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ ด้วยการปรับเนื้อสัมผัสอาหาร เลือกอาหารที่เหมาะสม และฝึกการกลืนอย่างถูกวิธี

สรุปการป้องกันและดูแลผู้ป่วยสำลักอาหาร

การสําลักอาหารบ่อยเกิดจากหลายปัจจัยที่ส่งผลต่อระบบการกลืนและการควบคุมทางเดินหายใจ โดยเฉพาะในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองและผู้สูงอายุที่มีการทำงานของระบบประสาทเปลี่ยนแปลงไป การสำลักอาหารที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง เช่น ปอดบวมจากการติดเชื้อ การขาดสารอาหาร และปัญหาทางเดินหายใจ

การป้องกันที่มีประสิทธิภาพต้องเริ่มจากการปรับเนื้อสัมผัสอาหารให้เหมาะสม การใช้เทคนิคการรับประทานที่ถูกต้อง และการฝึกฟื้นฟูการกลืนอย่างต่อเนื่อง หากคุณหรือคนในครอบครัวประสบปัญหาสำลักบ่อย ควรได้รับการประเมินจากทีมแพทย์และผู้ชำนาญการโดยเร็ว เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงและวางแผนการดูแลที่เหมาะสม

WALK WELL มีทีมแพทย์และนักกิจกรรมบำบัดที่มีประสบการณ์ในการดูแลผู้ป่วยที่มีปัญหาการกลืน พร้อมโปรแกรมฟื้นฟูที่ปรับได้ตามความต้องการของผู้ป่วยแต่ละราย หากต้องการคำปรึกษาเกี่ยวกับการป้องกันและดูแลการสำลักอาหาร สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ WALK WELL ศูนย์ฟื้นฟูผู้ป่วยหลอดเลือดสมอง เพื่อรับการประเมินและวางแผนการดูแลที่เหมาะสมกับสภาวะของผู้ป่วย

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับสําลักอาหารบ่อยเกิดจากอะไร

กลืนอาหารไม่ค่อยลงเกิดจากอะไร

การกลืนอาหารไม่ค่อยลงมักเกิดจากความอ่อนแอของกล้ามเนื้อในช่องปาก คอหอย และหลอดอาหาร โดยเฉพาะในผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง อาจมีสาเหตุจากการเสื่อมสภาพของระบบประสาทที่ควบคุมการกลืน หรือการอักเสบของเยื่อบุและความแห้งของปาก

สำลักแบบไหนอันตราย

สำลักอาหารที่อันตรายคือเมื่ออาหารหรือน้ำเข้าไปในหลอดลม ทำให้หายใจไม่ได้ หรือมีอาการไอรุนแรง หน้าม่วง หายใจลำบาก การสำลักบ่อยแม้จะไม่รุนแรงแต่ละครั้ง แต่หากปล่อยไว้อาจส่งผลให้เกิดการอักเสบของปอดได้

วิธีป้องกันการสำลักในผู้สูงอายุ มีอะไรบ้าง

วิธีป้องกันการสำลักในผู้สูงอายุ ได้แก่ การปรับลักษณะอาหารให้นุ่ม หั่นเป็นชิ้นเล็ก รับประทานในท่านั่งตัวตรง กลืนช้าๆ ทีละคำเล็กๆ และควรมีน้ำดื่มควบคู่ ที่ศูนย์ WALK WELL เราจะฝึกเทคนิคการกลืนที่ปลอดภัยและประเมินความเสี่ยงเป็นรายบุคคล

อาหารเข้าหลอดลมอันตรายแค่ไหน

อาหารเข้าหลอดลมอันตรายมาก เพราะอาจทำให้หายใจไม่ได้และเสียชีวิตได้ในกรณีรุนแรง หรือเป็นเหตุให้เกิดปอดอักเสบจากการติดเชื้อ หากเป็นสำลักข้าวหรืออาหารแข็ง ความเสี่ยงจะสูงกว่าสำลักน้ำ

เมื่อไหร่ควรพาผู้ที่สำลักบ่อยไปพบแพทย์

ควรพบแพทย์เมื่อมีอาการสำลักบ่อยครั้ง เกิน 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ มีสําลักอาหาร แสบคอที่ไม่หาย หรือมีไข้หลังสำลัก เพื่อประเมินสาเหตุและวางแผนการรักษา รวมถึงการฟื้นฟูการกลืนอย่างเหมาะสม เช่นที่ศูนย์ WALK WELL ที่มีโปรแกรมเฉพาะสำหรับปัญหานี้

บทความนี้ถูกตรวจทานโดย

หมอขวัญ นพ.ขวัญ ศรีศิลป

ว.51094
MD., Physical Medicine & Rehabilitation (PM&R / Physiatrist)