ADD ANYTHING HERE OR JUST REMOVE IT…

แผลกดทับคือโรคที่ป้องกันได้ รู้จักสาเหตุและวิธีดูแลที่เหมาะสม

Share On: Facebook Line
Table of Contents

แผลกดทับเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยที่ต้องนอนติดเตียงเป็นเวลานาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ป่วยหลอดเลือดสมองที่มีการเคลื่อนไหวจำกัด การเข้าใจถึงสาเหตุ อาการ และวิธีการป้องกันแผลกดทับจะช่วยให้ผู้ป่วยและผู้ดูแลสามารถจัดการกับปัญหานี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในบทความนี้เราจะมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับแผลกดทับอย่างครอบคลุม ตั้งแต่การรู้จักว่าแผลกดทับคืออะไร สาเหตุการเกิดขึ้น บริเวณที่มักพบแผลประเภทนี้ รวมถึงปัจจัยเสี่ยงที่ต้องระวัง นอกจากนี้เรายังจะพูดถึงแผลกดทับมีกี่ระดับ และวิธีรักษาแผลกดทับให้หายเร็ว ตลอดจนเทคนิคการป้องกันที่ผู้ดูแลควรทำ เพื่อให้สามารถดูแลผู้ป่วยได้อย่างเหมาะสมและลดความเสี่ยงจากการเกิดแผลกดทับในอนาคต

แผลกดทับคืออะไร

Designed by Freepik

แผลกดทับหรือที่เรียกในภาษาอังกฤษว่า Bed Sore หรือ Pressure Ulcer เป็นแผลที่เกิดขึ้นจากการกดทับบริเวณผิวหนังและเนื้อเยื่อใต้ผิวหนังอย่างต่อเนื่องในระยะเวลานาน ทำให้เลือดไปเลี้ยงไม่เพียงพอ เนื้อเยื่อขาดออกซิเจนและตายในที่สุด โดยส่วนใหญ่จะเกิดในบริเวณที่มีกระดูกอยู่ใกล้ผิวหนัง เช่น บริเวณก้นกบ สะโพก ข้อศอก และส้นเท้า

สาเหตุหลักที่ทำให้แผลกดทับเกิดจากอะไร คือการนอนหรือนั่งในท่าเดิมนานเกินไป โดยเฉพาะผู้ป่วยติดเตียงหรือนั่งรถเข็นเป็นเวลานาน เมื่อมีการกดทับเกิน 2 ชั่วโมงติดต่อกัน จะเริ่มมีการขาดเลือดไปเลี้ยง มักพบว่าแผลมักเริ่มจากผิวหนังแดงและไม่หายไปแม้จะลดแรงกดแล้ว ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญ

การเข้าใจลักษณะของแผลกดทับจะช่วยให้สามารถป้องกันและดูแลได้อย่างเหมาะสม เพราะแผลชนิดนี้สามารถป้องกันได้ แต่หากปล่อยให้รุนแรงขึ้น อาจลุกลามลึกถึงกระดูกและเกิดการติดเชื้อรุนแรงได้ ดังนั้นการดูแลและการเปลี่ยนท่านอนสม่ำเสมอจึงมีความสำคัญมาก

ความแตกต่างระหว่างแผลกดทับกับแผลอื่น ๆ

ข้อแตกต่างหลักที่สำคัญระหว่างแผลกดทับและแผลทั่วไปคือกลไกการเกิด โดยแผลกดทับเกิดจากแรงกดจากภายในออกมาภายนอก ขณะที่แผลทั่วไปเกิดจากการบาดเจ็บจากภายนอกเข้าไป นี่คือเหตุผลที่ทำให้แผลกดทับมักดูเหมือนไม่รุนแรงบนผิวหนัง แต่ความเสียหายด้านในอาจมากกว่าที่เห็น ซึ่งต่างจากแผลจากการบาดเจ็บที่มองเห็นความรุนแรงได้ชัดเจนทันที

มักสังเกตว่าแผลกดทับมีลักษณะเฉพาะคือเกิดในบริเวณที่มีกระดูกใกล้ผิวหนังเสมอ และมักมีขอบแผลที่มีสีเข้มกว่าตรงกลาง ใช้เวลาหายนานกว่า 3 เท่า เมื่อเทียบกับแผลธรรมดาขนาดเดียวกัน อีกทั้งยังมีความเสี่ยงสูงที่จะกลับมาเป็นซ้ำในตำแหน่งเดิมหากไม่ได้รับการป้องกันที่เหมาะสม

การรักษาแผลกดทับต้องมุ่งเน้นไปที่การขจัดสาเหตุ คือการลดแรงกดทับ มากกว่าการรักษาแผลเพียงอย่างเดียว ซึ่งต่างจากแผลทั่วไปที่สามารถรักษาด้วยการดูแลแผลเป็นหลัก นอกจากนี้แผลกดทับยังต้องการการติดตามอย่างใกล้ชิดเพราะสามารถแย่ลงอย่างรวดเร็วได้ หากยังมีปัจจัยเสี่ยงอยู่

แผลกดทับเกิดจากอะไร

Designed by Freepik

แผลกดทับเกิดจากอะไร ที่สำคัญที่สุดคือการกดทับอย่างต่อเนื่องในบริเวณเดียวกันเป็นเวลานาน ทำให้เลือดไปเลี้ยงเนื้อเยื่อไม่เพียงพอ เซลล์ขาดออกซิเจนและตายในที่สุด โดยปกติแล้วถ้านอนหรือนั่งในท่าเดิมนานกว่า 2 ชั่วโมงติดต่อกัน ก็จะเริ่มมีความเสี่ยงต่อการเกิดแผลกดทับแล้ว ซึ่งทำให้ผู้ป่วยติดเตียงหรือผู้ที่มีความพิการทางการเคลื่อนไหวมีความเสี่ยงสูง

สาเหตุหลักที่ทำให้แผลกดทับเกิดขึ้นมีหลายปัจจัยที่ทำงานร่วมกัน ได้แก่แรงกดจากน้ำหนักตัว การเสียดสีจากการลากหรือขยับตัว และการบิดเบี้ยวของเนื้อเยื่อ บริเวณที่มีกระดูกใกล้ผิวหนังจะรับแรงกดมากที่สุด เช่น บริเวณก้นกบ สะโพก ส้นเท้า และข้อศอก มักพบว่าผู้ป่วยที่มีปัญหาเรื่องโภชนาการ ผิวหนังแห้ง หรือมีโรคประจำตัวจะเกิดแผลได้เร็วกว่าคนปกติ

ปัจจัยเสี่ยงที่เพิ่มโอกาสการเกิดแผลกดทับประกอบด้วยการขาดการเคลื่อนไหว ผิวหนังชื้น การไหลเวียนเลือดไม่ดี และสภาพจิตใจที่ไม่ตื่นตัวในการดูแลตนเอง การสูบบุหรี่ก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุสำคัญเพราะทำให้การไหลเวียนเลือดแย่ลง นอกจากนี้ยังต้องระวังเรื่องเครื่องนอนที่แข็งเกินไป หรือรอยย่นบนผ้าปูที่ทำให้เกิดจุดกดทับเพิ่มขึ้น

การกดทับติดต่อกันนานจากน้ำหนักตัว

การกดทับจากน้ำหนักตัวเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดแผลกดทับ โดยเฉพาะเมื่อมีการนอนหรือนั่งในท่าเดิมเป็นเวลานานเกิน 90-120 นาทีติดต่อกัน น้ำหนักของร่างกายจะกดทับลงบนบริเวณที่มีกระดูกใกล้ผิวหนัง ทำให้เส้นเลือดฝอยถูกบีบอัดและไม่สามารถส่งเลือดไปเลี้ยงเนื้อเยื่อได้อย่างเพียงพอ หากสถานการณ์นี้เกิดขึ้นต่อเนื่อง เนื้อเยื่อจะเริ่มขาดออกซิเจนและตายในที่สุด

ผู้ป่วยที่มีน้ำหนักมากเกินไปหรือน้อยเกินไปจะมีความเสี่ยงสูงในการเกิดแผลกดทับ โดยผู้ที่มีน้ำหนักมากจะสร้างแรงกดมากกว่าปกติ ขณะที่ผู้ที่ผอมเกินไปจะไม่มีชั้นไขมันใต้ผิวหนังเป็นเบาะรองรับ ทำให้กระดูกกดใส่ผิวหนังโดยตรง บริเวณที่พบบ่อยที่สุดคือก้นกบ สะโพก และส้นเท้า ซึ่งเป็นจุดที่รับน้ำหนักมากที่สุดขณะนอนหรือนั่ง

การป้องกันปัญหานี้ต้องอาศัยการเปลี่ยนท่าทางสม่ำเสมอ โดยควรเปลี่ยนท่านอนทุก 2 ชั่วโมง และเปลี่ยนท่านั่งทุกชั่วโมง การใช้เบาะลมหรือเบาะโฟมพิเศษที่กระจายน้ำหนักได้ดียังช่วยลดแรงกดได้อย่างมีประสิทธิภาพ สิ่งสำคัญคือต้องไม่ปล่อยให้มีการกดทับในจุดเดิมนานเกินไป เพราะความเสียหายจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและยากต่อการซ่อมแซม

การเสียดสีจากการเคลื่อนไหว

การเสียดสีจากการเคลื่อนไหวเป็นอีกหนึ่งสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดแผลกดทับ โดยเฉพาะการลากตัวผู้ป่วยขึ้นลงจากเตียงหรือการขยับตัวในท่าที่ไม่เหมาะสม การเสียดสีนี้จะทำให้ชั้นผิวหนังและเนื้อเยื่อใต้ผิวหนังเสียหาย โดยเฉพาะบริเวณที่ผิวหนังบางและมีกระดูกรองรับ เช่น บริเวณข้อศอก สะโพก และส้นเท้า ซึ่งมักเกิดขึ้นได้ภายใน 1-2 ชั่วโมง หากมีการเสียดสีต่อเนื่อง

มักเห็นปัญหานี้ในผู้ป่วยที่ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้เอง และต้องพึ่งพาผู้อื่นในการขยับตัว การลากตัวแทนการยกตัวจะสร้างแรงเสียดสีกับเตียงหรือเก้าอี้ ทำให้ผิวหนังถูกขูดและเสียหาย นอกจากนี้ผ้าปูเตียงที่มีรอยย่นหรือเศษผ้าที่หยาบก็จะเพิ่มการเสียดสีได้เช่นกัน

การป้องกันการเสียดสีต้องใช้เทคนิคการยกแทนการลาก และใช้อุปกรณ์ช่วยในการย้ายตัว เช่น แผ่นรองลื่นหรือผ้าเลื่อน การรักษาผิวหนังให้ชุ่มชื้นอย่างเหมาะสมก็ช่วยลดการเสียดสีได้ รวมถึงการเลือกใช้ผ้าปูเตียงที่นุ่มและไม่มีรอยย่น สิ่งสำคัญคือต้องสอนผู้ดูแลให้เข้าใจว่าการย้ายตัวผู้ป่วยอย่างถูกต้องจะช่วยป้องกันแผลกดทับได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ความชื้นและสิ่งแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม

ความชื้นเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญในการเกิดแผลกดทับ เพราะผิวหนังที่เปียกชื้นจะอ่อนแอและเสียดสีได้ง่ายกว่าผิวหนังแห้ง ความชื้นอาจเกิดจากเหงื่อ ปัสสาวะที่รั่ว หรือสภาพแวดล้อมที่อับอ้าว การที่ผิวหนังชื้นเปียกเป็นเวลานานจะทำให้ชั้นผิวหนังชั้นนอกเปื่อยยุ่ย เหมือนเวลาที่เราแช่มือในน้ำนาน ๆ จนผิวเหี่ยว ทำให้ผิวหนังต้านทานแรงกดได้น้อยลงอย่างเห็นได้ชัด

มักพบว่าผู้ป่วยที่ไม่สามารถควบคุมการขับถ่ายได้จะมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดแผลกดทับ โดยเฉพาะบริเวณก้นกบและหว่างขา การที่ผิวหนังสัมผัสกับปัสสาวะหรืออุจจาระเป็นเวลานานจะทำให้เกิดการระคายเคือง ผิวหนังอักเสบ และง่ายต่อการเกิดแผลเมื่อมีแรงกดทับ นอกจากนี้อุณหภูมิห้องที่ร้อนเกินไปก็ทำให้เหงื่อออกมากและเพิ่มความชื้น

การป้องกันปัญหาความชื้นต้องมีการเช็ดทำความสะอาดผิวหนังบ่อย ๆ เปลี่ยนผ้าอ้อมหรือแผ่นรองซับทันทีที่เปียก และใช้ครีมกันความชื้นที่เหมาะสม การเลือกใช้ผ้าปูเตียงที่ระบายอากาศได้ดีและเปลี่ยนชุดนอนเมื่อเปียกเหงื่อก็ช่วยลดความเสี่ยงได้มาก สิ่งสำคัญคือต้องรักษาผิวหนังให้แห้งสะอาดแต่ไม่แห้งจนเกินไป เพื่อรักษาความยืดหยุ่นของผิวหนัง

บริเวณที่มักเกิดแผลกดทับ

Designed by Freepik

แผลกดทับมักเกิดขึ้นในบริเวณที่มีกระดูกใกล้ผิวหนัง เพราะจุดเหล่านี้รับแรงกดจากน้ำหนักตัวมากที่สุด โดยเฉพาะเมื่อนอนหรือนั่งในท่าเดียวกันเป็นเวลานาน พบว่า 80% ของแผลกดทับเกิดในบริเวณที่มีกระดูกโปนออกมา เช่น ก้นกบ สะโพก ข้อศอก และส้นเท้า ซึ่งเป็นจุดที่ไม่มีกล้ามเนื้อหรือไขมันมาเป็นเบาะรองรับ ทำให้กระดูกกดใส่ผิวหนังโดยตรง

บริเวณที่พบแผลกดทับบ่อยที่สุดจะแตกต่างกันตามท่าที่ผู้ป่วยใช้เวลาส่วนใหญ่ หากเป็นผู้ป่วยที่นอนหงายเป็นหลัก จะพบแผลบริเวณก้นกบ ท้ายทอย และส้นเท้า ส่วนผู้ป่วยที่นอนตะแคงจะเกิดแผลบริเวณสะโพกข้างที่รับน้ำหนัก ข้อเท้าด้านนอก และข้อศอก สำหรับผู้ป่วยที่นั่งรถเข็นหรือเก้าอี้เป็นเวลานาน มักพบแผลบริเวณก้นกบและหลังต้นขา

จุดที่ต้องสังเกตอย่างใกล้ชิดรวมถึงบริเวณที่อาจไม่คิดถึง เช่น หูจากการนอนตะแคงนาน ๆ หรือจมูกจากการใส่ท่อช่วยหายใจ รวมถึงบริเวณที่มีการใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์ต่าง ๆ การตรวจดูผิวหนังในบริเวณเสี่ยงเหล่านี้เป็นประจำทุกวัน จึงเป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันและค้นหาแผลกดทับตั้งแต่ระยะเริ่มแรก

จุดที่กระดูกยื่นออกมา

จุดที่กระดูกยื่นออกมาเป็นบริเวณที่มีความเสี่ยงสูงที่สุดต่อการเกิดแผลกดทับ เพราะไม่มีกล้ามเนื้อหรือไขมันมาเป็นเบาะรองรับ ทำให้กระดูกกดใส่ผิวหนังโดยตรงเมื่อมีน้ำหนักกดทับ บริเวณเหล่านี้ได้รับแรงกดมากกว่าจุดอื่น ๆ ในร่างกาย 2-3 เท่า โดยเฉพาะเมื่อผู้ป่วยนอนหรือนั่งในท่าเดียวกันเป็นเวลานาน

บริเวณที่เป็นจุดเสี่ยงสูงได้แก่กระดูกท้ายทอย ข้อเท้า, กระดูกสะโพก, และข้อศอก ซึ่งเป็นจุดที่ผิวหนังบางและไม่มีชั้นของเนื้อเยื่อมารองรับ ซึ่งมักพบแผลกดทับในบริเวณเหล่านี้เป็นอันดับแรก โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีน้ำหนักน้อย เพราะไม่มีไขมันใต้ผิวหนังเพียงพอ ทำให้กระดูกอยู่ใกล้ผิวหนังมากกว่าปกติ

การป้องกันในจุดเหล่านี้ต้องใช้การเปลี่ยนท่าทางบ่อย ๆ และใช้เบาะรองที่สามารถกระจายน้ำหนักได้ดี เช่น เบาะลมหรือเบาะโฟมพิเศษ การตรวจดูผิวหนังในบริเวณที่กระดูกยื่นออกมาทุกวันจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อสังเกตสัญญาณแรกของการเกิดแผลกดทับก่อนที่จะลุกลามรุนแรงมากขึ้น

บริเวณที่รับน้ำหนักมากที่สุด

บริเวณที่รับน้ำหนักมากที่สุดจะแตกต่างกันตามท่าทางที่ผู้ป่วยใช้เวลาส่วนใหญ่ ซึ่งเป็นจุดที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดแผลกดทับเมื่อผู้ป่วยนอนหงาย บริเวณก้นกบและหลังส่วนล่างจะรับน้ำหนักโดยตรง ส่วนผู้ป่วยที่นอนตะแคงจะมีแรงกดที่สะโพกและข้อเท้าด้านข้าง ซึ่งบางครั้งแรงกดอาจสูงถึง 3-4 เท่า ของน้ำหนักตัวปกติ

สำหรับผู้ป่วยที่นั่งรถเข็นหรือเก้าอี้เป็นเวลานาน บริเวณก้นกบและหลังต้นขาจะรับแรงกดสูงมาก โดยเฉพาะเมื่อนั่งในท่าเดียวกันเกิน 2 ชั่วโมง มักพบว่าผู้ป่วยเหล่านี้มีโอกาสเกิดแผลกดทับในบริเวณดังกล่าวสูงกว่าจุดอื่น ๆ อย่างเห็นได้ชัด

การกระจายน้ำหนักอย่างเหมาะสมจะช่วยลดแรงกดในบริเวณเสี่ยง การใช้เบาะรองที่มีคุณภาพและการเปลี่ยนท่าทางเป็นประจำเป็นสิ่งจำเป็น เพราะแม้แต่การกดทับเพียง 90 นาทีในบริเวณที่รับน้ำหนักมากก็สามารถทำให้เกิดความเสียหายต่อเนื้อเยื่อได้ การสังเกตและตรวจสอบบริเวณเหล่านี้อย่างสม่ำเสมอจึงเป็นการป้องกันที่มีประสิทธิภาพ

แผลกดทับมีกี่ระดับ

แผลกดทับมีกี่ระดับเป็นคำถามที่ผู้ดูแลสงสัยกันมาก ในทางการแพทย์แผลกดทับหรือ Bedsore แบ่งออกเป็น 4 ระดับ ตามความรุนแรงของการเสียหายของเนื้อเยื่อ โดยแต่ละระดับจะมีลักษณะและวิธีการรักษาที่แตกต่างกัน การรู้จักแยกแยะระดับของแผลจะช่วยให้การดูแลและรักษาเป็นไปอย่างถูกต้อง

ระดับความรุนแรงของแผลแต่ละขั้นมีความแตกต่างที่ชัดเจน ตั้งแต่ระดับแรกที่เป็นเพียงผิวหนังแดงไม่หายไปเมื่อกดนิ้ว จนถึงระดับสุดท้ายที่มีการเสียหายลึกลงไปถึงกระดูก ซึ่งสามารถใช้เกณฑ์นี้ในการประเมินและวางแผนวิธีรักษาแผลกดทับให้หายเร็วได้อย่างเหมาะสม

การจำแนกระดับแผลนี้ช่วยให้เข้าใจว่าแผลแต่ละระดับต้องการการดูแลอย่างไร และคาดการณ์เวลาในการหายได้ดีขึ้น ยิ่งแผลอยู่ในระดับแรก ๆ โอกาสในการรักษาให้หายสนิทจะสูงกว่า และใช้เวลาน้อยกว่า ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมการตรวจสอบและวิธีรักษาแผลกดทับระยะแรกจึงมีความสำคัญมาก

Bedsore Grade ระดับ 1-2 ระยะเริ่มแรก

Bedsore Grade ระดับ 1 เป็นขั้นตอนเริ่มแรกของแผลกดทับที่ผิวหนังยังไม่ขาดแต่เริ่มมีสีแดงไม่หายไปเมื่อกดนิ้ว บริเวณนี้จะรู้สึกแข็งกว่าปกติ อาจมีอุณหภูมิสูงหรือต่ำกว่าผิวหนังโดยรอบ ถ้าสังเกตเห็นอาการดังกล่าวต้องรีบดูแลทันที เพราะยังมีโอกาสฟื้นตัวได้ 100% หากได้รับการรักษาที่เหมาะสม

ระดับ 2 จะมีความรุนแรงเพิ่มขึ้น โดยผิวหนังเริ่มลอกหรือเกิดแผลตื้น ๆ อาจมีลักษณะเป็นตุ่มน้ำหรือหลุมตื้น ๆ ชั้นล่างของผิวหนังเริ่มเสียหาย แต่ยังไม่ลึกลงไปถึงเนื้อเยื่อใต้ผิว ในระยะนี้ยังสามารถใช้วิธีรักษาแผลกดทับระยะแรกเพื่อช่วยให้แผลหายได้ดี

การรักษาในระดับเริ่มแรกทั้งสองขั้นนี้มุ่งเน้นการลดแรงกด เปลี่ยนท่าทางบ่อย ๆ และรักษาให้ผิวหนังสะอาดและแห้ง การใช้เบาะกันแรงกดและการทำความสะอาดผิวหนังอย่างอ่อนโยนจะช่วยป้องกันไม่ให้แผลลุกลามรุนแรงขึ้น ถ้าดูแลถูกต้อง แผลระดับ 1-2 สามารถหายได้ภายใน 2-3 สัปดาห์

ระดับ 3-4 ที่ต้องรักษาเร่งด่วน

ระดับ 3 ของแผลกดทับเป็นขั้นที่อันตรายมาก เพราะแผลลึกลงไปถึงชั้นไขมันใต้ผิวหนัง มีลักษณะเป็นหลุมลึก อาจมีเนื้อเยื่อตายสีเหลืองหรือสีน้ำตาล และมักจะมีกลิ่นเหม็น บางครั้งอาจมีของเหลวไหลออกมาจากแผล ในขั้นนี้ผู้ป่วยเสี่ยงต่อแผลกดทับติดเชื้อสูงมาก และต้องได้รับการรักษาจากทีมแพทย์โดยเร่งด่วน

ระดับ 4 ถือเป็นขั้นรุนแรงที่สุด แผลลึกลงไปถึงกล้ามเนื้อ เอ็น และกระดูก สามารถมองเห็นกระดูกหรือเอ็นได้ชัดเจน มีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อในกระดูกและกระแสเลือด ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ในระยะนี้การรักษาต้องใช้เวลานานหลายเดือน และอาจต้องผ่าตัดเพื่อตัดเนื้อเยื่อที่ตายออกหรือปลูกผิวหนัง

ถ้าพบแผลกดทับ ระดับ 3-4 ต้องรีบพาผู้ป่วยไปพบแพทย์ทันที เพราะการชักช้าจะทำให้แผลลุกลามรุนแรงขึ้น และมีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนที่อันตราย การรักษาในระยะนี้ต้องอาศัยความรู้และประสบการณ์ของทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเป็นหลัก รวมถึงการดูแลอย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันการติดเชื้อ

สรุป

แผลกดทับเป็นปัญหาสุขภาพที่ป้องกันได้แต่อันตรายหากปล่อยปละละเลย การเข้าใจถึงสาเหตุ ระดับความรุนแรง และวิธีรักษาแผลกดทับให้หายเร็วจะช่วยลดความเสี่ยงและผลกระทบต่อผู้ป่วยอย่างมีนัยสำคัญ จากการแบ่งระดับแผลกดทับทั้ง 4 ขั้น จะเห็นว่ายิ่งตรวจพบและรักษาเร็วเท่าไหร่ โอกาสหายสนิทจะสูงขึ้น

ที่ WALK WELL ศูนย์ฟื้นฟูผู้ป่วยหลอดเลือดสมองครบวงจร ทีมอายุรแพทย์ระบบประสาทและแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูของเราพร้อมให้คำปรึกษาเรื่องการป้องกันและดูแลแผลกดทับอย่างมืออาชีพ พร้อมโปรแกรมกายภาพบำบัดที่ปรับได้ตามความต้องการเฉพาะบุคคล และการติดตามผลอย่างต่อเนื่อง หากท่านต้องการคำแนะนำเพิ่มเติมเรื่องการดูแลผู้ป่วยติดเตียง สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ WALK WELL เพื่อรับการดูแลที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับแผลกดทับ

อาการเตือนแผลกดทับระยะแรกเริ่มเป็นแบบไหน

อาการแรกเริ่มของแผลกดทับจะเริ่มจากผิวหนังเปลี่ยนสี เช่น แดง ม่วง หรือเข้มกว่าสีผิวปกติ บริเวณที่มีแรงกดทับ ผิวหนังอาจรู้สึกแข็ง อบอุ่นหรือเย็นผิดปกติ ถ้าเป็นผิวขาวจะเห็นเป็นสีแดงชัด และไม่กลับเป็นสีเดิมเมื่อกดด้วยนิ้ว ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนที่ต้องเร่งดูแลทันที

ต้องพลิกตัวผู้ป่วยบ่อยแค่ไหนเพื่อลดโอกาสเกิดแผลกดทับ

ผู้ป่วยที่นอนติดเตียงควรพลิกตัวทุก 2 ชั่วโมง ส่วนผู้ป่วยที่นั่งรถเข็นควรเปลี่ยนท่าทุก 15-30 นาที การพลิกตัวสม่ำเสมอจะช่วยลดแรงกดทับที่บริเวณเดิม ทำให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น และเป็นวิธีรักษาแผลกดทับระยะแรกที่มีประสิทธิภาพ

แผลกดทับ อันตรายแค่ไหน

แผลกดทับที่รุนแรงสามารถลุกลึกจนถึงกระดูกและติดเชื้อได้ หากไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม อาจเกิดแผลกดทับติดเชื้อลุกลามเข้าสู่กระแสเลือด ทำให้เกิดภาวะติดเชื้อในเลือด ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิต นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและต้นทุนค่ารักษาสูง

ผู้ป่วยเส้นเลือดสมองที่นอนติดเตียง มีความเสี่ยงเกิดแผลกดทับมากกว่าคนทั่วไปไหม

ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองมีความเสี่ยงสูงกว่าคนปกติ เนื่องจากอาจมีอาการอัมพาต ไม่สามารถขยับตัวเองได้ ความรู้สึกลดลง และต้องนอนหรือนั่งในท่าเดิมนานเกินไป ปัจจัยเหล่านี้ทำให้เกิดแรงกดทับต่อเนื่อง เลือดไหลเวียนไม่ดี จึงเป็นแผลกดทับที่พบบ่อยในกลุ่มผู้ป่วยนี้

หลังเป็นเส้นเลือดสมองตีบหรือแตก ช่วงไหนที่ต้องระวังแผลกดทับมากที่สุด

ช่วง 2-4 สัปดาห์แรกหลังเป็นโรคหลอดเลือดสมองเป็นช่วงเสี่ยงสูงสุด เนื่องจากผู้ป่วยยังไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ดี อาจมีการใส่สายสวนปัสสาวะ และต้องพึ่งพาผู้ดูแลทั้งหมด การป้องกันและวิธีรักษาแผลกดทับให้หายเร็วในช่วงนี้ต้องเข้มข้น โดยเฉพาะการพลิกตัวสม่ำเสมอและดูแลสุขอนามัยอย่างใกล้ชิด

บทความนี้ถูกตรวจทานโดย

หมอขวัญ นพ.ขวัญ ศรีศิลป

ว.51094
MD., Physical Medicine & Rehabilitation (PM&R / Physiatrist)